โอกาสสุดท้ายของ “มู”

   

   ผ่านมาแล้ว 2 ฤดูกาล สำหรับการร่วมงานกันระหว่างโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีส กับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมของพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าผลงานที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าจอใจนัก เพราะอดีตกุนซือเอฟซี ปอร์โต้ เชลซี อินเตอร์ มิลาน และเรอัล มาดริด สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เพียงถ้วยยูโรป้า ลีก ลีก คัพ และคอมมูนิตี้ ชีลด์ เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับสาวก “เรด อาร์มี่” เท่าที่ควร แถมสไตล์การเล่นก็ยังไม่ถูกจริตกับแฟนบอลที่ดูทีมรักเล่นเกมรุกแบบโหมกระหน่ำตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน

ด้วยเงินลงทุนที่ทุ่มซื้อนักเตะไปไม่น้อยตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งเอริค ไบญี่ เนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส โรเมลู ลูกากู บอร์ดบริหารของสโมสรคงไม่ได้ยินดีเพียงแค่การคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้เป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงต้องการกลับไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 5 ฤดูกาลแล้ว หลังจากหมดยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่อำลาทีมไปในปี 2013 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของทีมอีกด้วย ซึ่งจาก 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถือว่าทีมมีพัฒนาการในลีกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากกุนซือ 2 คนก่อนหน้า ทั้งในยุคของเดมิด มอยส์ ที่ทำได้เพียงอันดับที่ 7 หรือหลุยส์ ฟาน กัล ที่คุมทีม 2 ฤดูกาล และทำได้ดีที่สุดแค่เพียงอันดับ 4 เท่านั้น

ฤดูกาลแรกของมูรินโญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้องเจอกับปัญหาในการทำประตูอย่างหนัก ทำให้ทีมมีผลเสมอมากเกินไป จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 แต่กุนซือชาวโปรตุกีสยังเอาตัวรอดมาได้ด้วยผลงานพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ หลังเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ทำให้พวกเขาคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลต่อมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ก่อนเริ่มฤดูกาล ทำให้มูรินโญ่รอดตัวไปได้ แต่ในฤดูกาลต่อมาทีม “ปีศาจแดง” กลับจบฤดูกาลแบบมือเปล่า ถึงแม้ว่าอันดับภายในลีกจะกระโดดขึ้นมาเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็มีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่เป็นแชมป์ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว แถมศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ ที่ได้เข้าชิงชนะเลิศ ก็ดันไปพ่ายให้กับเชลซี อดีตทีมเก่าของเขา 0-1 จากประตูโทนจากจุดโทษของเอแดน อาซาร์ ทำให้ฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกกดดันอย่างหนัก และสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการจากเขาในปีนี้ก็คือแชมป์เท่านั้น