บทบาทของเฟร็ด

     การย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดของเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ด้วยค่าตัวสูงถึง 50 ล้านปอนด์นั้น แน่นอนว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ จะต้องให้เขาลงสนามเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน แต่คำถามก่อนเริ่มฤดูกาลที่ผ่านมาก็คือว่ากุนซือชาวโปรตุกีสจะให้กองกลางทีมชาติบราซิลชุดลุยฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเล่นในบทบาทไหน หรือว่าให้ลงแทนใคร ซึ่งจากช่วงของการอุ่นเครื่องที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นแน่ชัดนัก เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้เล่นในรูปทรงเกมที่พวกเขาจะใช้ในฤดูกาลนี้เลย แต่ว่าเป็นการเล่นแบบรถบัสในหลายๆ นัดที่ทำการอุ่นเครื่อง โดยเฉพาะนัดที่พบกับบาเยิร์น มิวนิคที่เป็นนัดสุดท้ายของการพรีซีซั่น ที่พวกเขาไม่ได้ทำการบุกใส่คู่แข่งเลยตลอด 90 นาที ทำให้ไม่ได้เห็นวิธีการเล่นของเฟร็ดอย่างชัดเจนมากนัก

แต่พอมาในนัดเปิดฤดูกาลที่โชเซ่ มูรินโญ่วางหมากมาในระบบ 4-3-3 ที่มีกองกลาง 3 คนประกอบไปด้วยปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก อันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนที่ถูกดัดแปลงมาจากการเล่นกองกลางตัวรุกมาก่อน และเฟร็ดซึ่งทำหน้าที่คอยวิ่งไล่ตัดเกมคู่แข่ง และเป็นคนวิ่งเข้าหาบอลเป็นคนแรกตลอดในแดนกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยมีปอล ป็อกบาคอยสอดประสาน และให้อันเดรส เปไรร่าเป็นคนคอยตัดดักบอลก่อนหลุดไปถึงเขตโทษ ซึ่งก็คือรับหน้าที่เหมือนเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางของเชลซีในยามที่เล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสนั่นเอง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กับปอล ป็อกบา กองกลางคนสำคัญของทีมมากที่สุด เพื่อที่จะให้ป็อกบาผ่อนแรงในเกมรับลง และเอาแรงไปให้ในการปั้นเกมรุกมากขึ้น ส่วนเฟร็ดเวลาได้บอลก็จะรีบออกบอลเร็วทันที หากมีเพื่อนร่วมทีมอยู่ใกล้ๆ หรืออาจจะมีวางบอลยาวบ้าง หากว่ากองหน้าของทีมอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ หรือว่าประกบกันแบบ 1-1

จากนัดอย่างเป็นทางการที่ผ่านมาถือว่ากองกลางวัย 25 ปีทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายบอลพลาดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และมันก็ไม่ได้เสียหายจนถึงเสียประตูแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวเข้ากับระบบการเล่น และกับเพื่อนร่วมทีมอีกซักระยะ รวมถึงจังหวะบอลที่เร็วขึ้นของศึกพรีเมียร์ลีกด้วย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สอบผ่านทีเดียวสำหรับเขา แต่นัดต่อๆ ไปเราอาจจะได้เห็นมิติของกองกลางรายนี้มากกว่านี้ก็ได้

 

เหมือนได้นักเตะใหม่

    หลังจากที่มีการเข้าแคมป์เก็บตัวในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมีชื่อของนักเตะอย่างอันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนอยู่ในทีมด้วย ซึ่งตอนแรกแฟนบอลทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีความเชื่อว่ากองกลางดาวรุ่งรายนี้ไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมของโชเซ่ มูรินโญ่แต่อย่างใด และอาจจะถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปอีก 1 ฤดูกาลด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ากุนซือชาวโปรตุกีสผ่าตัดแปลงโฉมอันเดรส เปไรร่าเสียใหม่หมด จากนักเตะเกมรุกที่เล่นเป็นตัวริมเส้นเป็นหลักในช่วง 2 ปีหลัง กลับกลายมาเป็นมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลในแดนกลาง ประหนึ่งเป็นอันเดรีย ปิร์โล่ อดีตกอกลางทีมชาติอิตาลีประมาณนั้น ซึ่งผลงานที่ออกมาในช่วงของเกมอุ่นเครื่องก็ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสเล่นให้กับทีมมากน้อยแค่ไหนในฤดูกาลนี้

แต่ในนัดแรกของฤดูกาลที่สถานการณ์ค่อนข้างบังคับทีเดียว ทำให้อันเดรส เปไรร่า กองกลางวัย 22 ปีได้ลงสนามเป็นตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในนัดที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ทันที เนื่องจากนักเตะแดนกลางคนอื่นๆ นั้นยังไม่พร้อม ทั้งเนมานย่า มาติช กองกลางทีมชาติเซอร์เบียที่บาดเจ็บจนต้องผ่าตัด อันเดร์ เอร์เรร่าก็ได้รับบาดเจ็บพอดี รวมถึงมารูยาย เฟลไลนี่ก็พึ่งกลับมาซ้อมได้ไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ก็ยังไม่นิ่งพอในบทบาทนี้ ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เลือกใช้เปไรร่าลงเป็นตัวจริงทันที ซึ่งถือว่าสอบผ่าน และทำผลงานช่วยทีมได้ดีทีเดียว ซึ่งเขาได้ติวเตอร์ที่ดีอย่างไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ฤดูกาลนี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นสต๊าฟโค๊ชของโชเซ่ มูรินโญ่แทน และเป็นคนติวให้อันเดรส เปไรร่ากับบทบาทใหม่ในตำแหน่งนี้ด้วย ซึ่งในจังหวะที่เขาถูกเพรสซิ่งจากคู่แข่งถือว่าเขามีสัญชาติญานการเอาตัวรอดที่ดีทีเดียว เนื่องจากมีทักษะที่ดีและมีความเป็นนักเตะบราซิเลี่ยนอยู่ในตัวด้วย รวมถึงการวางบอลยาวที่ได้เสียค่อนข้างแม่นยำทีเดียว ทำให้ทีมได้ประโยชน์จากตรงนี้มากทีเดียว ซึ่งเหมือนเป็นการได้นักเตะใหม่มาสู่ทีมเลยก็ว่าได้ เนื่องจากหากเขายังเล่นตัวรุกแบบเดิม และไม่ยอมปรับมาเล่นในแบบที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปล่อยยืมตัว หรือการขายขาดก็ตาม เพราะเขาไม่ใช่ตัวรุกในแบบที่มูรินโญ่ต้องการ

กัปตันป็อก

    หน้าที่กัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มไม่มีความแน่นอนหลังจากการจากไปของเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสร ที่ย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของทีมไม่ได้มีการแต่งตั้งให้ใครเข้ามาสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นประจำเลยนับจากนั้นมา แต่จะเป็นที่ทราบกันดีในหมู่แฟน “ปีศาจแดง” ว่ากุนซือวัย 55 ปีจะเลือกนักเตะที่อยู่กับทีมมานานที่สุดเป็นหลัก่อน โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วกัปตันทีมในหน้าที่คือไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ถูกแต่งตั้งโดยโชเซ่ มูรินโญ่ ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ทั้งๆ ที่ตอนนั้นแฟนบอลแอบเชียร์อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปนที่น่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด แต่พอให้ตำแหน่งกัปตันทีมแก่ไมเคิ่ล คาร์ริคไปแล้ว แต่กองกลางตัวเก๋าดันมามีปัญหาด้านสุขภาพจนแทบไม่ได้ลงสนามทั้งฤดูกาล และสุดท้ายก็ต้องแขวนสตั๊ดในที่สุด เมื่อฤดูกาลที่แล้วตำแหน่งกัปตันทีมส่วนใหญ่จึงตกเป็นของอันโตนิโอ วาเลนเซีย แบ็คขวาตัวเก๋าชาวเอกวาดอร์ ที่จะได้รับหน้าที่เป็นหลัก หากไม่ได้ลงสนามปลอกแขนกัปตันทีมก็จะสลับมาอยู่กับแอชลี่ย์ ยังบ้าง หรือคริส สมอลลิ่งบ้าง หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบาบ้าง แล้วแต่ว่าใครได้โอกาสลงสนามในเกมนั้นๆ

แต่ในฤดูกาลใหม่นี้ที่ตอนแรกโชเซ่ มูรินโญ่ได้พูดในช่วงพรีซีซั่นอย่างชัดเจนแล้วว่าอันโตนิโอ วาเลนเซียจะเป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ แต่หลังจากมีข่าวการย้ายทีมกับทางบาร์เซโลน่า ทำให้มูรินโญ่เปลี่ยนปลอกแขนกัปตันทีมมามอบให้กับปอล ป็อกบา กองกลางดีกรีแชมป์โลกโดยทันที ซึ่งอาจจะเป็นการเป็นชั่วคราวจนกว่าวาเลนเซียจะหายเจ็บกลับมาก็ได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่ป็อกบาจะได้เป้นแบบถาวรหลังจากนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วกองกลางวัย 25 ปีก็มีความเหมาะสมทุกประการกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ เนื่องจากหากใครติดตามโซเชี่ยล มีเดียร์ของนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเห็นได้ว่าเขามีความเป็นผู้นำสูงมาก และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีม รวมถึงมีภาวะผู้นำในห้องแต่งตัวด้วย จะเห็นได้จากวีดีโอของทีมชาติฝรั่งเศสที่เขาเป็นคนพูดปลุกใจเพื่อนร่วมทีมในช่วงก่อนเกม รวมถึงช่วงพักครึ่งเวลาด้วย ซึ่งไม่ว่าเหตุผลในการให้ตำแหน่งกัปตันทีมแก่ปอล ป็อกบาในครั้งนี้จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม แต่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งต้องมาดูผลงานในสนามของเขาในฤดูกาลนี้ด้วยว่าจะทำได้เหมือนกับตอนเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสหรือไม่

บทความจาก scr888

 

ยังไม่ดีพอ

    ถึงแม้ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสจะสามารถคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็ถูกทิ้งไปถึง 19 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้มากที่สุดจากที่ผ่านมา และมาในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ต้องตกไปเป็นเต็ง 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการคาดการณ์จากบ่อนพนันที่ประเทศอังกฤษทุกสำนัก โดยถูกลิเวอร์พูล คู่รักคู่แค้นแซงหน้าไปเป็นเต็ง 2 ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมในช่วงซัมเมอร์นี้นั่นเอง ที่ทางทีม “หงส์แดง” ใช้งบประมาณซื้อตัวนักเตะไปกว่า 170 ล้านปอนด์ และได้นักเตะชั้นนำมาร่วมทีมถึง 4 ราย รวมถึงเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ของเซาต์แธมตันที่พวกเขาซื้อมาเมื่อเดือนมกราคมด้วย ทำให้พวกเขามีขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงแก้ไขจุดอ่อนของพวกเขาในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย ทำให้ถูกมองว่าจะเป็นเต็ง 2 ในฤดูกาลนี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องหล่นมาเป็นอันดับที่ 3

หากวัดจากขุมกำลังแล้วก็คงต้องบอกว่าสิ่งที่บ่อนรับพนันที่ถูกกฏหมายของอังกฤษออกมานั้น ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว เนื่องจากทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นยังมีจุดอ่อนที่กุนซือชาวโปรตุกีสยังแก้ไขไม่ได้ นับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งที่เห็นชัดๆ สิ่งแรกก็คือปราการหลังตัวกลางที่กุนซือวัย 55 ปียังหาตัวหลักในแนวรับไม่ได้เลย โดยมีเพียงเอริค ไบญี่รายเดียวเท่านั้นที่เขาดูจะมั่นใจที่สุด ส่วนคนอื่นๆ นั้นยังถือว่าสอบไม่ผ่าน ส่วนอีกตำแหน่งที่มูรินโญ่ตามหาอยู่ก็คือตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวานั่นเอง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาลองจับทั้งมาร์คัส แรชฟอร์ด และเจสซี่ ลินการ์ดมาลองเล่นดูแล้ว ก็ไม่มีใครทำผลงานได้ดีซักคน

และอีกสิ่งหนึ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ยังไม่ได้แก้ไขเลยก็คือตำแหน่งแบ็คทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งแบ็คขวาที่มีอันโตนิโอ วาเลนเซีย ดาวเตะตัวเก๋าเป็นตัวหลักมาโดยตลอด ซึ่งถึงแม้ว่าดาวเตะทีมชาติเอกวาดอร์จะมีทั้งความแข็งแกร่ง และความเร็ว แต่โดยธรรมชาติแล้วเขาเล่นเป็นปีกขวามาโดยตลอด และด้วยอายุที่มากขึ้นถึง 33 ปีแล้วด้วย ทำให้สภาพร่างกายของเขาก็เริ่มโรยลาลงทุกทีแล้ว ส่วนแบ็คซ้ายที่หลังๆ มานี้มูรินโญ่จะเลือกใช้แอชลี่ ยัง อดีตปีกมาเป็นตัวเลือกแรก ซึ่งปัญหาของเขาก็เหมือนกับทางวาเลนเซีย คืออายุมากแล้ว ซึ่งนี่คือจุดที่มูรินโญ่ยังไม่ได้แก้ไขเลยด้วยซ้ำ

ทาฮิต ช็อง อนาคตของผี

    หากใครเป็นแฟนฟุตบอลของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะเคยได้ยินชื่อของตาฮิธ ช็อง ปีกดาวรุ่งชาวดัตช์ของทีม ที่เป็นเด็กปั้นในทีมชุดยู 18 ของสโมสร ด้วยเอกลักษณ์ที่ทรงผมที่เป็นแบบเดียวกับรุดด กุลลิต อดีตกองกลางในตำนานของเอซี มิลานและทีมชาติฮอลแลนด์ ทำให้เขาค่อนข้างโดดเด่นและเป็นที่จดจำของแฟนบอลในยามที่ได้เห็นในทีมชุดเยาวชนของสโมสร และเขากำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลังจากย้ายจากเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ทีมในลีกบ้านเกิดมายังเมืองแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2016 แต่ดาวรุ่งวัย 18 ปียังไม่ได้มีโอกาสขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่เลย จนกระทั่งในการทัวร์พรีซีซั่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ที่บรรดาดาวดังหลายคนต่างได้พักกันยาว เนื่องจากมีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก และนักเตะของทีมที่ไปรับใช้ชาติก็ผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึกๆ ได้หลายคนทีเดียว ทำให้จะกลับมาเข้าแคมป์เก็บตัวกับสโมสรอีกทีก็เกือบจะเปิดฤดูกาลแล้ว

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสจึงต้องทำการดึงดาวรุ่งจากชุดเยาวชนขึ้นมาเพื่อให้เดินทางมาเก็บตัวกับสโมสรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เพื่อให้มาทดแทนบรรดาตัวหลักที่ยังพักอยู่ และเพื่อให้โอกาสในการเก็บตัวกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งดาวรุ่งเหล่านี้ก็จะได้ประสบการณ์กลับไปด้วย ซึ่งพรีซีซั่นครั้งนี้กุนซือโปรตุกีสดันดาวรุ่งขึ้นมาเกือบ 10 ราย โดยมีชื่อของตาฮิธ ช็อง ติดทีมมาด้วย และมีอังเคล โกเมส และเมสัน กรีนวู๊ด ดาวรุ่งจากทีมยู 18 ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเมื่ฤดูกาลที่แล้วติดทีมมาด้วย

แฟนบอล และนักวิเคราะห์ต่างก็ทราบดีว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดแคลนตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาอย่างมาก ซึ่งตาฮิธ ช็อง เด็กหนุ่มร่างสูงรายนี้เล่นในตำแหน่งนี้ได้พอดี และด้วยผลงานในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับคลับ อเมริกา ที่ดาวรุ่งชาวดัตช์ลงสนามไปเป็นตัวสำรอง และสามารถโชว์ผลงานได้ดูดีมีอนาคตทีเดียว โดยเขาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมได้ประตูตีเสมอจากฆวน มาต้าด้วย ทำให้แฟนบอลเรียกร้องให้เรียกขึ้นทีมชุดใหญ่ และได้มีนักข่าวไปสัมภาษณ์มูรินโญ่หลังเกมเกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วย ซึ่งมูรินโญ่ก็ตอบในทำนองที่ว่าช็องมีทักษะที่ดี และมีความเข้าใจเกมดี แต่พอถึงเวลาที่ต้องใช้ร่างกายในการปะทะเขาก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ซึ่งแฟนๆ ที่หวังจะให้ตาฮิธ ช็องได้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ในฤดูกาลนี้คงจะเป็นไปได้ยากซะแล้ว และปีนี้ดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์ชุดเยาวชนคงต้องไปฟิตร่างกายเพิ่มเติม

กัปตันผี

     นับตั้งแต่การย้ายทีมของเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้ายออกจากถิ่นไปเมื่อซัมเมอร์ปี 2017 ทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มจะมีปัญหากับการหากัปตันทีมคนใหม่ที่จะมาสวมปลอกแขนกัปตันทีมลงสนามในแต่ละนัด และทาง “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” อาจจะเกรงใจระดับอาวุโสของทีมด้วย จึงไม่กล้าแต่งตั้งใครขึ้นมารับหน้าที่นี้แบบเต็มตัว จึงตั้งให้ไมเคิ่ล คาร์ริค กองกลางตัวเก๋าที่อยู่กับทีมมานานที่สุดเป็นกัปตันทีมไปก่อน ซึ่งอดีตกองกลางของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ไม่มีโอกาสได้ลงสนามเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพ ปลอกแขนกัปตันทีมส่วนใหญ่จึงไปตกกับอันโตนิโอ วาเลนเซีย ซีเนียร์ของทีมอีกคนหนึ่งที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงประจำ จึงได้รับตำแหน่งสืบทอดนี้ไปโดยปริยาย ซึ่งอันที่จริงอาจจะมีคนที่เหมาะสมที่จะตั้งให้เป็นกัปตันทีมแบบถาวรมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปนเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจของแฟนบอล “เรด อาร์มี่” และแฟนๆ ต่างคิดเหมือนกันว่าเขาเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับตำแหน่งกัปตันทีมในเวลานี้ แต่เนื่องจากโชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ได้มีกองกลางชาวสเปนรายนี้อยู่ในรายชื่อ 11 ตัวจริงที่จะลงสนามในแต่ละนัด ทำให้หากตั้งอดีตดาวเตะของแอตเลติก บิลเบาเป็นกัปตันทีม เมื่อยามแข่งจริงปลอกแขนก็ต้องถูกมอบให้กับคนอื่นอยู่ดี จึงน่าจะเป็นที่มาของการให้อันโตนิโอ วาเลนเซียเป็นกัปตันทีม เพราะดาวเตะทีมชาติเอกวาดอร์ได้รับโอกาสลงสนามเป็น 11 ตัวจริงอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็คขวา ซึ่งอันที่จริงแล้วบรรดาแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมองว่าวาเลนเซียไม่ค่อยมีความเหมาะสมกับการเป็นกัปตันทีมเท่าไหร่นัก เพราะด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ไม่ค่อยพูด หรือออกแอคชั่นมากนัก

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของกุนซือชาวโปรตุเกส เขายังคงยืนยันว่ากัปตันทีมในฤดูกาลนี้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังคงเป็นอันโตนิโอ วาเลนเซียต่อไป ทั้งที่จริงแล้วมีคนที่แสดงความเป็นผู้นำให้เห็นในศึกฟุตบอลโลกกับการเล่นให้ทีมชาติของตัวเองถึง 2 คน คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่เขาจะเป็นคนคอยกระตุ้น และพูดปลุกใจก่อนเริ่มเกมทั้งๆ ที่กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมเป็นเอแดน อาซาร์ด้วยซ้ำ ส่วนอีกคนก็คือปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ที่มีคลิปออกมาในห้องแต่งตัวทีมชาติที่เขาเป็นคนพูดกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมในนัดที่เอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่า และทีมชาติโครเอเชียในรอบชิงชนะเลิศด้วย

 

สิ่งที่ต้องการจากป็อกบา

     ศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าปอล ป็อกบามีความสามารถมากเพียงไหน และก็แสดงให้เห็นว่าเขามีความเหมาะสมที่เคยเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกเมื่อ 2 ปีก่อนที่เขาย้ายมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวสูงเกือบ 90 ล้านปอนด์ ถึงแม้ปีต่อมาเขาจะถูกทำลายสถิติโดยเนย์มาร์อย่างถล่มทลายก็ตาม แต่เขาก็แสดงถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาได้อย่างชัดเจนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งไม่ค่อยแสดงให้เห็นในยามที่สวมยูนิฟอร์มของทีม “ปีศาจแดง” หรือบางนัดอาจจะเล่นดีบ้าง แต่เหมือนจะมาๆ หายๆ ซึ่งทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่ค่อยต่อเนื่อง และมักเล่นบอลยาก และชอบทำให้จังหวะของทีมเสียไป ทั้งๆ ที่เขารับหน้าที่ในการคุมจังเกมของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แต่ในยามที่กองกลางวัย 25 ปีสวมเสื้อทีมชาติฝรั่งเศส เขากลับมีคาแร็คเตอร์ที่เปลี่ยนไป ดูมีความตั้งใจเล่น และใช้วิธีการเล่นที่ง่ายๆ ทำให้เพื่อนเล่นบอลง่าย และเกมของทีม “ตราไก่” ก็ไหลลื่นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการจากตัวเขามาโดยตลอด นั่นคือการใช้ความสามารถของเขาให้ถูกทาง และถูกวิธี ซึ่งกุนซือชาวโปรตุกีสก็คงไม่ได้ต้องการลูกมหัศจรรย์ หรือลูกเลี้ยงสวยๆ ของเขาแต่อย่างใด จนทำให้มูรินโญ่ออกมาสัมภาษณ์หลังจบฟุตบอลโลกว่าป็อกบามีทัวร์นาเม้นต์ที่สุดยอดกับทีมชาติฝรั่งเศส โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านรอบแรกไปแล้ว และยังทิ้งทายไว้ด้วยว่า กองกลางจอมตัดผมคงจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้รับคำชมจากฟอร์มการเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ ซึ่งมูรนโญ่เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาต้องการฟอร์มการเล่นและวิธีการเล่นแบบเดียวกันนี้ และทัศนคติกบบนี้ในยามที่เขาลงสนามในสีเสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปอล ป็อกบา ถือเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของทีมชาติฝรั่งเศสในชุดแชมป์ฟุตบอลโลกหนนี้ ร่วมกับเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางจอมขยันจากเชลซี ซึ่งทำให้ป็อกบาแทบไม่ต้องพะวงกับเกมรับมากนัก ซึ่งอาจจะแตกต่างจากตอนเล่นให้กับทีม “ปีศาจแดง” อยู่บ้าง แต่เมื่อยามได้บอลป็อกบาก็ทำได้ดี เมื่อออกบอลได้เร็วขึ้น และเล่นง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางจังหวะที่เสียบอลอยู่บ้าง แต่จุดอื่นของเขาก็สามารถกลบข้อผิดพลาดนี้ได้หมด ซึ่งไม่ใช่แค่โชเซ่ มูรินโญ่เท่านั้นที่อยากเห็นฟอร์มแบบนี้ของป็อกบา แต่แฟนๆ “เรด อาร์มี่” ก็อยากเห็นเช่นกัน

คู่เซ็นเตอร์ตัวจริง

    ถึงแม้เมื่อฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเสียประตูน้อยที่สุดในลีกเป็นอันดับ 2 ที่ 28 ประตู เป็นรองเพียงทีมแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เท่านั้น ที่เสียไป 27 ประตู แต่แนวรับของทีม “ปีศาจแดง” ก็ยังไม่ถือว่าแข็งแกร่งเท่าไหร่ แต่พวกเขายังโชคดีที่มีดาบิด เด เกอา ยอดผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนเป็นนายทวาร คอยปัดป้องลูกยิงอันตรายของคู่แข่งได้อย่างสุดยอดตลอดฤดูกาล แต่ผลงานส่วนบุคคลในแนวรับของทีม “ปีศาจแดง” ถือว่ายังสอบไม่ผ่านแทบทุกคน โดยเฉพาะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่มักเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้ง

ฤดูกาลที่แล้วโชเซ่ มูรินโญ่ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเล็กน้อย โดยยังยืดระบบ 4-2-3-1 ที่เขาใช้มาตั้งแต่คุมทีมเอฟซี ปอร์โต้เป็นแผนหลัก แต่ได้มีการใช้ระบบ 3-5-2 เข้ามาเสริมในบางแมตช์ด้วย ซึ่งมีนัดที่ทำผลงานได้ดีบ้าง และไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยตัวรับริมเส้นกุนซือโปรตุกีสมีการใช้งานที่ตายตัว และไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง แบ็คขวาจะเป็นอันโตนิโอ วาเลนเซีย และทางฝั่งซ้ายเป็นแอชลี่ย์ ยังโดยตลอดหากไม่มีใครบาดเจ็บ หรือติดโทษแบน แต่ในส่วนของปราการหลังตัวกลางนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบกองหลัง 4 คนหรือ 3 คน ดูเหมือนว่า “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ยังหาคู่ที่เป็นเซ็นเตอร์ ฮาล์ฟตัวจริงไม่ได้เลย ซึ่งต่างจากตอนที่เขาเคยคุมทีมอื่นประสบความสำเร็จ อย่างเช่นช่วงที่คุมเชลซีครั้งแรก เขาใช้จอห์น เทอร์รี่ ประกบคู่กับริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ตลอด ส่วนยุคอินเตอร์ มิลาน เขาก็มีลูซิโอ กับวอลเตอร์ ซามูเอลเป็นหลัก

นักเตะที่น่าจะไว้ใจได้ที่สุดในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเวลานี้น่าจะเป็นเอริค ไบญี่ ปราการหลังชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่ดูดีสุด แต่ฤดูกาลที่แล้วกองหลังวัย 24 ปีมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้ง จนทำให้มูรินโญ่ต้องสลับใช้กองหลังลงสนามแต่ละนัด ซึ่งมีทั้งคริส สมอลลิ่ง ฟิล โจนส์ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ และมาร์กอส โรโฮ ที่หมุนเวียนกันลงสนาม แต่ผลงานแต่ละคนกลับออกมาไม่ค่อยดี และก็มีการทำผิดพลาดกันทุกคน ซึ่งในฤดูกาลนี้ทีม “ปีศาจแดง” ตกเป็นข่าวว่ากำลังมองหากองหลังรายใหม่เข้ามาเสริมทีมด้วย โดยมีโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ จากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และแฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ทั้ง 2 คน ซึ่งอาจจะได้คนใดคนหนึ่งมาร่วมทีม และคาดว่าจะเป็นคู่ตัวจริงกับเอริค ไบญี่ในฤดูกาลนี้