ความชำนาญของ “เอ็ด”

            เอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แฟนๆ ต่างเข้าใจกันว่าเขาเป็นคนที่จะคอยเจรจาซื้อขายตัวนักเตะในยามที่กุนซือของทีมได้ให้ลิสต์รายชื่อนักเตะที่ต้องการได้มาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาจะสำเร็จหรือล้มเหลวจะขึ้นอยู่กับเขาคนเดียวเท่านั้น หากว่าได้งบประมาณจากตระกูลเกลเซอร์ที่เป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว

แต่จากการติดตามการทำงานของวู๊ดเวิร์ดที่เคยทำงานเกี่ยวกับด้านภาษีมาก่อนจะเก่งไปในทางหาเงินเข้าสโมสรมากกว่าที่จะเจรจาซื้อตัวนักเตะมาร่วมทีม โดยเขาหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีม “ปีศาจแดง” ได้อย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของชื่อสนามซ้อม สปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อ และป้ายสปอนเซอร์ที่อยู่ในสนามเวลาลงแข่งขันด้วย ซึ่งเขาหาเงินเข้าสู่สโมสรได้ดีมาโดยตลอดตั้งแต่มารับตำแหน่งแทนที่เดวิด กิลล์เมื่อปี 2012 แต่ในเรื่องของการเจรจาซื้อตัวนักเตะนั้นเขากลับทำได้อย่างล่าช้า ถึงแม้ว่าจะได้นักเตะตามเป้าหมายที่เหล่ากุนซือต้องการมาโดยตลอดก็ตาม อย่างกรณีของโรเมลู ลูกากูเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่เหมือนพวกเขาจะไปปาดหน้ามาจากเชลซีได้ แต่ภายหลังมีการออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาเจรจากับทางเอฟเวอร์ตันมาตั้งหลายเดือนแล้ว กว่าจะมาลุล่วงก็ในช่วงกลางปีพอดี และในรายของเฟร็ด กองกลางคนล่าสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน ที่มีการเจรจามาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว

สิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่มีเหมือนทีมอื่นๆก็คือสปอร์ต ไดเร็คเตอร์ หรือผู้อำนวยการกีฬาที่จะคอยเจรจาซื้อตัวนักเตะ รวมถึงจะสรรหานักเตะมากความสามารถเข้าสู่สโมสรด้วย อย่างมอนชี่ ผู้อำนวยการกีฬาของทางโรม่า ที่ได้รับการยอมรับว่าหานักเตะดาวรุ่งได้เก่งที่สุดในโลก ส่วนเชลซีก็เคยมีไมเคิ่ล เอเมนาโล่ ที่เคยมีปัญหากับอันโตนิโอ คอนเต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ตอนนี้ไปทำงานกับโมนาโกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตำแหน่งนี้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านฟุตบอลโดยตรง ซึ่งต่างจากเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่เหมือนกำลังทำงานควบกัน 2 ตำแหน่ง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงไปด้วย ซึ่งทีมฟุตบอลสมัยใหม่ควรจะต้องมีตำแหน่งสำคัญตำแหน่งนี้ ซึ่งหลายๆ สโมสรยักษ์ใหญ่ก็เริ่มก่อตั้งตำแหน่งนี้กันมาซักพักแล้ว ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าทีมที่มีผู้อำนวยการกีฬาจะซื้อนักเตะได้ค่อนข้างเข้าตาแฟนบอลโดยตลอด ซึ่งตำแหน่งนี้จะมีหน้าที่คุยกับผู้จัดการทีมว่าต้องการนักเตะประเภทไหนถึงจะไปสรรหามาให้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันในภาษาฟุตบอลมากกว่ามาคุยกับซีอีโอของสโมสรอย่างแน่นอน และเป็นสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดควรจะมีในเร็วๆ นี้

ดาวรุ่งไม่ได้เกิด

    โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมเครียดชาวโปรตุเกส ขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรที่ไม่ค่อยชอบให้โอกาสดาวรุ่งในการลงสนาม ไม่ว่าจะไปคุมทีมไหนลีกไหนก็ตาม ทั้งกับเชลซี อินเตอร์ มิลาน เรอัล มาดริด และล่าสุดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน ที่ตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อปี 2016 เขาก็ยังไม่ได้ดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาสูทีมชุดใหญ่ของ “ปีศาจแดง”อย่างเป็นกิจลักษณะเลย โดยเห็นจะมีเพียงสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางชาวสก็อตแลนด์เพียงรายเดียวเท่านั้นที่ได้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งอันที่จริงดูเหมือนว่าจะเป็นคำสั่งเสียมาจากเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสียด้วยซ้ำ เนื่งอจากเคยมีการจับภาพได้ว่าบรมกุนซือเลือดสก็อตต์ได้มีการชี้ไปที่ดาวเตะรุ่นลูกและพูดอะไรบางอย่างกับโชเซ่ มูรินโญ่ และหลังจากนั้นมาดาวเตะวัย 21 ปีก็เริ่มได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่บ่อยขึ้น ส่วนในรายของมาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษก็เป็นนักเตะที่หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ทิ้งมรดกไว้ให้แล้วมากกว่า แต่พอกุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” เข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ฟอร์มของเจ้าหนูแรชฟอร์ดก็ไม่เคยกลับไปโดดเด่นเหมือนช่วงขึ้นมาใหม่ๆ ในยุคของอาจารย์หลุยส์อีกเลย รวมไปถึงอองโตนี่ มาร์กซิยัล กองหน้าชาวฝรั่งเศสด้วย ที่ไม่สามารถกลับไปเค้นฟอร์มเดิมได้อีกครั้ง และนโยบายของโชเซ่ มูรินโญ่ส่วนใหญ่คือการซื้อนักเตะที่พร้อมใช้งานแล้วเข้ามาสู่ทีมมากกว่าจะเป็นนักเตะดาวรุ่ง เพื่อหวังผลในอนาคต ทั้งเนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส และซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือว่าจะเป็นนักเตะที่อายุน้อยหน่อย แต่ดาวเตะพวกนั้นต้องเก่งมาจากที่อื่นแล้ว ทั้งโรเมลู ลูกากู ปอล ป็อกบา เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างสวนกับแนวทางการซื้อนักเตะในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันอย่างชัดเจน

อันที่จริงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีระบบเยาวชนที่ดีที่สุดทีมนึงในยุโรป และมักจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นประจำในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน หรือในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล แต่พอโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม เด็กเยาวชนของสโมสรก็แทบไม่ได้เกิดกันเลย ซึ่งมีดาวรุ่งหลายคนที่พอจะมีแววอยู่บ้าง แต่ขาดเพียงการให้โอกาสจากตัวกุนซือเท่านั้น ซึ่งหากกุนซือของทีมยังเป็นมูรินโญ่ต่อไป เชื่อว่าดาวรุ่งเหล่านั้นไม่น่าจะได้เกิดแน่นอน

ทาฮิต ช็อง อนาคตของผี

    หากใครเป็นแฟนฟุตบอลของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะเคยได้ยินชื่อของตาฮิธ ช็อง ปีกดาวรุ่งชาวดัตช์ของทีม ที่เป็นเด็กปั้นในทีมชุดยู 18 ของสโมสร ด้วยเอกลักษณ์ที่ทรงผมที่เป็นแบบเดียวกับรุดด กุลลิต อดีตกองกลางในตำนานของเอซี มิลานและทีมชาติฮอลแลนด์ ทำให้เขาค่อนข้างโดดเด่นและเป็นที่จดจำของแฟนบอลในยามที่ได้เห็นในทีมชุดเยาวชนของสโมสร และเขากำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลังจากย้ายจากเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ทีมในลีกบ้านเกิดมายังเมืองแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2016 แต่ดาวรุ่งวัย 18 ปียังไม่ได้มีโอกาสขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่เลย จนกระทั่งในการทัวร์พรีซีซั่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ที่บรรดาดาวดังหลายคนต่างได้พักกันยาว เนื่องจากมีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก และนักเตะของทีมที่ไปรับใช้ชาติก็ผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึกๆ ได้หลายคนทีเดียว ทำให้จะกลับมาเข้าแคมป์เก็บตัวกับสโมสรอีกทีก็เกือบจะเปิดฤดูกาลแล้ว

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสจึงต้องทำการดึงดาวรุ่งจากชุดเยาวชนขึ้นมาเพื่อให้เดินทางมาเก็บตัวกับสโมสรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เพื่อให้มาทดแทนบรรดาตัวหลักที่ยังพักอยู่ และเพื่อให้โอกาสในการเก็บตัวกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งดาวรุ่งเหล่านี้ก็จะได้ประสบการณ์กลับไปด้วย ซึ่งพรีซีซั่นครั้งนี้กุนซือโปรตุกีสดันดาวรุ่งขึ้นมาเกือบ 10 ราย โดยมีชื่อของตาฮิธ ช็อง ติดทีมมาด้วย และมีอังเคล โกเมส และเมสัน กรีนวู๊ด ดาวรุ่งจากทีมยู 18 ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเมื่ฤดูกาลที่แล้วติดทีมมาด้วย

แฟนบอล และนักวิเคราะห์ต่างก็ทราบดีว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดแคลนตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาอย่างมาก ซึ่งตาฮิธ ช็อง เด็กหนุ่มร่างสูงรายนี้เล่นในตำแหน่งนี้ได้พอดี และด้วยผลงานในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับคลับ อเมริกา ที่ดาวรุ่งชาวดัตช์ลงสนามไปเป็นตัวสำรอง และสามารถโชว์ผลงานได้ดูดีมีอนาคตทีเดียว โดยเขาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมได้ประตูตีเสมอจากฆวน มาต้าด้วย ทำให้แฟนบอลเรียกร้องให้เรียกขึ้นทีมชุดใหญ่ และได้มีนักข่าวไปสัมภาษณ์มูรินโญ่หลังเกมเกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วย ซึ่งมูรินโญ่ก็ตอบในทำนองที่ว่าช็องมีทักษะที่ดี และมีความเข้าใจเกมดี แต่พอถึงเวลาที่ต้องใช้ร่างกายในการปะทะเขาก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ซึ่งแฟนๆ ที่หวังจะให้ตาฮิธ ช็องได้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ในฤดูกาลนี้คงจะเป็นไปได้ยากซะแล้ว และปีนี้ดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์ชุดเยาวชนคงต้องไปฟิตร่างกายเพิ่มเติม

ทัวร์รถบัสสุดหรู

    บรรดาสโมสรต่างๆ เริ่มมีการเข้าแคมป์เก็บตัวกันแล้ว โดยเฉพาะสโมสรที่อยู่ในลีกที่เริ่มฤดูกาลเร็ว อย่างบุนเดสลีก้า และพรีเมียร์ลีก ที่บางสโมสรมีการเก็บตัวกันมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมแล้วด้วย ถึงแม้จะยังขาดนักเตะจากชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลกก็ตาม แต่นอกจากนั้นก็เริ่มกลับมาเรียกความฟิต และเตรียมความพร้อมสำหรับการพรีซีซั่นกันแล้ว โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำการเก็บตัวกันตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฏาคม แต่จะยังขาด 12 ผู้เล่นที่ทำศึกฟุตบอลโลกที่พึ่งจบไป โดยเฉพาะ 7 คนที่อยู่ในทีมชาติที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ จะได้พักต่อจากจบศึกฟุตบอลโลกอีก 3 สัปดาห์ ทำให้นักเตะเหล่านั้นจะกลับมาเข้าแคมป์กับทีม “ปีศาจแดง” อีกทีก็หลังจากการทัวร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจบลงแล้ว และอย่างเร็วก็คงจะเป็นเกมอุ่นเครื่องกับบาเยิร์น มิวนิค ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูกาลพรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ ถึงจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้ชุดผู้เล่นที่ได้ติดทีมไปทัวร์อเมริกาจะเป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลก รวมถึงบรรดาผู้เล่นดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสในการโชว์ฝีเท้าอีกหลายคน

การอุ่นเครื่องที่สหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำเป็นประจำในช่วงหลังๆ ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ มักจะทำได้ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เน้นผลการแข่งขันก็ตาม ทำให้ลูกทีมของเขาเล่นแบบผ่อนคลาย และเล่นเกมรุกกันมากขึ้น ทำให้นักเตะในแนวรุกมักโดดเด่นในช่วงพรีซีซั่นแบบนี้ อย่างเช่นฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ 2-0 ในศึก ICC Cup ที่อเมริกาด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่ เรียกนักเตะดาวรุ่งจากชุดยู 18 ขึ้นมาติดทีมหลายราย ทั้งอังเคล โกเมซ เมสัน กรีนวู๊ด ที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในชุดเยาวชนของทีม “ปีศาจแดง” เมื่อฤดูกาลที่แล้วติดทีมมาด้วย และน่าจะได้มีโอกาสไม่มากก็น้อยในช่วงพรีซีซั่นฤดูกาลนี้

สิ่งที่น่าจะได้เห็นจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงอุ่นเครื่องนี้น่าจะเป็นทีม “ปีศาจแดง” ที่มีนักเตะตัวเก๋าผสมกับดาวรุ่งอนาคตไกล และเล่นเกมรุกกันได้อย่างสนุกสนาน และเปิดเกแลกกับคู่แข่งอย่างน่าตื่นเต้น โดยไม่น่าจะมีภาพการจอดรถบัสให้เห็น เนื่องจากคงต้องการเอ็นเตอร์เทนต์แฟนบอลที่เข้ามาชมเกมด้วย แต่สิ่งที่จะได้เห็นนี้อาจจะเป็นแค่เพียงภาพลวงตา และพอเริ่มการแข่งขันในฤดูกาลจริง ภาพการจอดรถบัสก็จะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

ตัวรุกฝั่งขวาที่ขาดหาย

  สิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสกำลังมองหาก็คือนักเตะที่มีความถนัดในการเล่นเป็นกองหน้ากึ่งปีกทางกราบขวา เพื่อจะคว้าตัวมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงซัมเมอร์นี้ เนื่องจากยังเป็นตำแหน่งที่ขาดหายไปในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะอดีตกุนซือของเชลซีลองเอานักเตะเท่าที่มีมาลองเล่นในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกทางฝั่งขวาแล้วพบว่ายังไม่มีใครโชว์ผลงานได้ดีเลย โดยตัวเลือกในตอนนี้ของมูรินโญ่มีฆวน มานูเอล มาต้า กองกลางร่างเล็กชาวสเปนที่เล่นในตำแหน่งนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เจสซี่ ลินการ์ด ดาวเตะทีมชาติอังกฤษที่เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวรุ่งกองหน้ากึ่งปีก ส่วนอเล็กซิส ซานเชส ดาวเตะทีมชาติชิลี กับอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ตัวรุกชาวฝรั่งเศสก็ถนัดในการเล่นทางฝั่งซ้ายมากกว่า ทำให้ฤดูกาลที่แล้วมูรินโญ่ต้องทำการโรเตชั่นนักเตะในตำแหน่งนี้โดยตลอด และไม่มีใครได้เป็นตัวจริงแบบถาวรเลย

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจอีวาน เปริซิช ปีกทีมชาติโครเอเชียของอินเตอร์ มิลานอย่างหนักในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้ว แต่ดีลไม่คืบหน้า และดาวเตะชาวโครแอตตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมงูใหญ่พอดี ทำให้ข่าวคราวเงียบหายเข้ากรีบเมฆไป และพอดีกับตลาดนักเตะก็ปิดตัวลงในช่วงนั้นพอดี ต่อมาเป็นช่วงตลาดนักเตะที่เปิดในช่วงหน้าหนาวเดือนมกราคม ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจวิลเลี่ยน ปีกขวาชาวบราซิเลี่ยนของเชลซี ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของมูรินโญ่ในสมัยที่คุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์อยู่ด้วย แต่ด้วยค่าตัวที่ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ตั้งไว้สูงถึง 60 ล้านปอนด์ ทำให้ข่าวคราวเงียบหายไปอีกครั้งจนกระทั่งปิดฤดูกาลก็กลับมามีข่าวกับปีกวัย 29 ปีอีกครั้ง แต่ข่าวนี้มีคู่แข่งอย่างบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่จากลา ลีก้า สเปนมาร่วมวงแย่งคว้าตัวด้วย ซึ่งทำให้เชลซีมีทางเลือกในการขายมากขึ้น เพราะหากเลือกได้เชลซีคงไม่พลาดขายนักเตะคนสำคัญให้คู่ปรับร่วมลีกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกครั้งแน่ เพราะพวกเขาพึ่งพลาดขายเนมานย่า มาติช กองกลางตัวตัดเกมมาให้ทีม “ปีศาจแดง” มาแล้วเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ซึ่งต้องมาลุ้นกันดูว่าสุดท้ายแล้วโชเซ่ มูรินโญ่จะได้ใครมายืนในตำแหน่งปีกขวาของทีมในฤดูกาลนี้ เพราะว่าจะมีการซื้อนักเตะในตำแหน่งนี้อย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้ เพราะปัญหามันเรื้อรังมานานกว่า 1 ฤดูกาลแล้ว

การเสริมทัพที่เปลี่ยนไป

  ตั้งแต่ที่สร้างชื่อกับเอฟซี ปอร์โต้ จนพาทีมดังจากบ้านเกิดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เมื่อปี 2003-2004 จนมาถึงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” หรือโชเซ่ มูรินโญ่ มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้แท็คติกในสนาม รวมถึงการซื้อนักเตะมาร่วมทีม ซึ่งแต่ละลีกที่เขาเลือกไปคุมทีม ก็จะมีแผนการซื้อนักเตะที่แตกต่างกันออกไป และมีแบบแผนในการเลือกใช้นักเตะในแต่ละตำแหน่งอยู่แล้ว

อย่างช่วงที่ย้ายไปคุมทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน เขาเลือกซื้อนักเตะแนวรุกเข้ามาเสริมทีมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งดิเอโก้ มิลิโต้ ซามูเอล เอโต้ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า และเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ เป็นต้น ส่วนตอนที่ย้ายไปคุมทีมเรอัล มาดริดในสเปน ก็คว้าตัวลูก้า โมดริช อังเคล ดิ มาเรีย และเมซุต โอซิล มายังถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อตัวนักเตะของโชเซ่ มูรินโญ่ในการคุมทีมในกัลโช่ เซเรีย อา และลา ลีก้า สเปน กุนซือชาวโปรตุกีสค่อนข้างเปิดกว้าง และไม่เกี่ยงว่าจะตัวเล็ก หรือมีความเร็วไม่มากนัก อาจเพราะด้วยสไตล์การเล่นของลีกนั้นๆ ด้วย ส่วนช่วงที่คุมทีมในพรีเมียร์ลีก และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การซื้อตัวของกุนซือสมองเพชรจะเน้นที่นักเตะร่างใหญ่ และมีความแข็งแกร่งของร่างกายเสมอ ทั้งดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิกาเอล เอสเซียง เนมานย่า มาติช และโรเมลู ลูกากู หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการซื้อนักเตะในตอนที่เขาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกจะเน้นนักเตะร่างใหญ่เป็นหลัก แต่ช่วงซัมเมอร์นี้กลับมีความผิดแปลกไป เมื่อรายแรกที่เขาคว้าตัวหลังปิดฤดูกาลที่แล้วก็คือเฟร็ด กองกลางร่างเล็กชาวบราซิเลี่ยนจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะสเป็คที่แตกต่างจากนักเตะที่เขาซื้อมาร่วมทีมอย่างสิ้นเชิง รวมถึงดิเอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คดาวรุ่งชาวโปรตุกีสก็ด้วย เพราะกุนซือวัย 55 ปี มักไม่ค่อยใช้งานนักเตะดาวรุ่ง และมักชอบซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์สูงมาร่วมทีมมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงของโชเซ่ มูรินโญ่ในครั้งนี้ อาจจะเป็นการเดิมพันของเขาในฤดูกาลนี้ก็ได้ เพราะรูปแบบการเล่นของเขามักถูกคู่แข่งจับทางได้ และคู่แข่งมักรู้อยู่แล้วว่ากุนซือรายนี้จะมาไม้ไหน ทำให้ช่วงหลังเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จในการคุมทีม ฤดูกาลนี้อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของทีม “ปีศาจแดง” ก็ได้

โอกาสสุดท้ายของ “มู”

   

   ผ่านมาแล้ว 2 ฤดูกาล สำหรับการร่วมงานกันระหว่างโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีส กับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมของพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าผลงานที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าจอใจนัก เพราะอดีตกุนซือเอฟซี ปอร์โต้ เชลซี อินเตอร์ มิลาน และเรอัล มาดริด สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เพียงถ้วยยูโรป้า ลีก ลีก คัพ และคอมมูนิตี้ ชีลด์ เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับสาวก “เรด อาร์มี่” เท่าที่ควร แถมสไตล์การเล่นก็ยังไม่ถูกจริตกับแฟนบอลที่ดูทีมรักเล่นเกมรุกแบบโหมกระหน่ำตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน

ด้วยเงินลงทุนที่ทุ่มซื้อนักเตะไปไม่น้อยตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งเอริค ไบญี่ เนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส โรเมลู ลูกากู บอร์ดบริหารของสโมสรคงไม่ได้ยินดีเพียงแค่การคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้เป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงต้องการกลับไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 5 ฤดูกาลแล้ว หลังจากหมดยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่อำลาทีมไปในปี 2013 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของทีมอีกด้วย ซึ่งจาก 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถือว่าทีมมีพัฒนาการในลีกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากกุนซือ 2 คนก่อนหน้า ทั้งในยุคของเดมิด มอยส์ ที่ทำได้เพียงอันดับที่ 7 หรือหลุยส์ ฟาน กัล ที่คุมทีม 2 ฤดูกาล และทำได้ดีที่สุดแค่เพียงอันดับ 4 เท่านั้น

ฤดูกาลแรกของมูรินโญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้องเจอกับปัญหาในการทำประตูอย่างหนัก ทำให้ทีมมีผลเสมอมากเกินไป จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 แต่กุนซือชาวโปรตุกีสยังเอาตัวรอดมาได้ด้วยผลงานพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ หลังเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ทำให้พวกเขาคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลต่อมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ก่อนเริ่มฤดูกาล ทำให้มูรินโญ่รอดตัวไปได้ แต่ในฤดูกาลต่อมาทีม “ปีศาจแดง” กลับจบฤดูกาลแบบมือเปล่า ถึงแม้ว่าอันดับภายในลีกจะกระโดดขึ้นมาเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็มีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่เป็นแชมป์ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว แถมศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ ที่ได้เข้าชิงชนะเลิศ ก็ดันไปพ่ายให้กับเชลซี อดีตทีมเก่าของเขา 0-1 จากประตูโทนจากจุดโทษของเอแดน อาซาร์ ทำให้ฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกกดดันอย่างหนัก และสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการจากเขาในปีนี้ก็คือแชมป์เท่านั้น