ตัวรุกฝั่งขวาที่ขาดหาย

  สิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสกำลังมองหาก็คือนักเตะที่มีความถนัดในการเล่นเป็นกองหน้ากึ่งปีกทางกราบขวา เพื่อจะคว้าตัวมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงซัมเมอร์นี้ เนื่องจากยังเป็นตำแหน่งที่ขาดหายไปในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะอดีตกุนซือของเชลซีลองเอานักเตะเท่าที่มีมาลองเล่นในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกทางฝั่งขวาแล้วพบว่ายังไม่มีใครโชว์ผลงานได้ดีเลย โดยตัวเลือกในตอนนี้ของมูรินโญ่มีฆวน มานูเอล มาต้า กองกลางร่างเล็กชาวสเปนที่เล่นในตำแหน่งนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เจสซี่ ลินการ์ด ดาวเตะทีมชาติอังกฤษที่เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวรุ่งกองหน้ากึ่งปีก ส่วนอเล็กซิส ซานเชส ดาวเตะทีมชาติชิลี กับอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ตัวรุกชาวฝรั่งเศสก็ถนัดในการเล่นทางฝั่งซ้ายมากกว่า ทำให้ฤดูกาลที่แล้วมูรินโญ่ต้องทำการโรเตชั่นนักเตะในตำแหน่งนี้โดยตลอด และไม่มีใครได้เป็นตัวจริงแบบถาวรเลย

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจอีวาน เปริซิช ปีกทีมชาติโครเอเชียของอินเตอร์ มิลานอย่างหนักในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้ว แต่ดีลไม่คืบหน้า และดาวเตะชาวโครแอตตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมงูใหญ่พอดี ทำให้ข่าวคราวเงียบหายเข้ากรีบเมฆไป และพอดีกับตลาดนักเตะก็ปิดตัวลงในช่วงนั้นพอดี ต่อมาเป็นช่วงตลาดนักเตะที่เปิดในช่วงหน้าหนาวเดือนมกราคม ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจวิลเลี่ยน ปีกขวาชาวบราซิเลี่ยนของเชลซี ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของมูรินโญ่ในสมัยที่คุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์อยู่ด้วย แต่ด้วยค่าตัวที่ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ตั้งไว้สูงถึง 60 ล้านปอนด์ ทำให้ข่าวคราวเงียบหายไปอีกครั้งจนกระทั่งปิดฤดูกาลก็กลับมามีข่าวกับปีกวัย 29 ปีอีกครั้ง แต่ข่าวนี้มีคู่แข่งอย่างบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่จากลา ลีก้า สเปนมาร่วมวงแย่งคว้าตัวด้วย ซึ่งทำให้เชลซีมีทางเลือกในการขายมากขึ้น เพราะหากเลือกได้เชลซีคงไม่พลาดขายนักเตะคนสำคัญให้คู่ปรับร่วมลีกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกครั้งแน่ เพราะพวกเขาพึ่งพลาดขายเนมานย่า มาติช กองกลางตัวตัดเกมมาให้ทีม “ปีศาจแดง” มาแล้วเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ซึ่งต้องมาลุ้นกันดูว่าสุดท้ายแล้วโชเซ่ มูรินโญ่จะได้ใครมายืนในตำแหน่งปีกขวาของทีมในฤดูกาลนี้ เพราะว่าจะมีการซื้อนักเตะในตำแหน่งนี้อย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้ เพราะปัญหามันเรื้อรังมานานกว่า 1 ฤดูกาลแล้ว

การเสริมทัพที่เปลี่ยนไป

  ตั้งแต่ที่สร้างชื่อกับเอฟซี ปอร์โต้ จนพาทีมดังจากบ้านเกิดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เมื่อปี 2003-2004 จนมาถึงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” หรือโชเซ่ มูรินโญ่ มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้แท็คติกในสนาม รวมถึงการซื้อนักเตะมาร่วมทีม ซึ่งแต่ละลีกที่เขาเลือกไปคุมทีม ก็จะมีแผนการซื้อนักเตะที่แตกต่างกันออกไป และมีแบบแผนในการเลือกใช้นักเตะในแต่ละตำแหน่งอยู่แล้ว

อย่างช่วงที่ย้ายไปคุมทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน เขาเลือกซื้อนักเตะแนวรุกเข้ามาเสริมทีมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งดิเอโก้ มิลิโต้ ซามูเอล เอโต้ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า และเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ เป็นต้น ส่วนตอนที่ย้ายไปคุมทีมเรอัล มาดริดในสเปน ก็คว้าตัวลูก้า โมดริช อังเคล ดิ มาเรีย และเมซุต โอซิล มายังถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อตัวนักเตะของโชเซ่ มูรินโญ่ในการคุมทีมในกัลโช่ เซเรีย อา และลา ลีก้า สเปน กุนซือชาวโปรตุกีสค่อนข้างเปิดกว้าง และไม่เกี่ยงว่าจะตัวเล็ก หรือมีความเร็วไม่มากนัก อาจเพราะด้วยสไตล์การเล่นของลีกนั้นๆ ด้วย ส่วนช่วงที่คุมทีมในพรีเมียร์ลีก และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การซื้อตัวของกุนซือสมองเพชรจะเน้นที่นักเตะร่างใหญ่ และมีความแข็งแกร่งของร่างกายเสมอ ทั้งดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิกาเอล เอสเซียง เนมานย่า มาติช และโรเมลู ลูกากู หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการซื้อนักเตะในตอนที่เขาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกจะเน้นนักเตะร่างใหญ่เป็นหลัก แต่ช่วงซัมเมอร์นี้กลับมีความผิดแปลกไป เมื่อรายแรกที่เขาคว้าตัวหลังปิดฤดูกาลที่แล้วก็คือเฟร็ด กองกลางร่างเล็กชาวบราซิเลี่ยนจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะสเป็คที่แตกต่างจากนักเตะที่เขาซื้อมาร่วมทีมอย่างสิ้นเชิง รวมถึงดิเอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คดาวรุ่งชาวโปรตุกีสก็ด้วย เพราะกุนซือวัย 55 ปี มักไม่ค่อยใช้งานนักเตะดาวรุ่ง และมักชอบซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์สูงมาร่วมทีมมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงของโชเซ่ มูรินโญ่ในครั้งนี้ อาจจะเป็นการเดิมพันของเขาในฤดูกาลนี้ก็ได้ เพราะรูปแบบการเล่นของเขามักถูกคู่แข่งจับทางได้ และคู่แข่งมักรู้อยู่แล้วว่ากุนซือรายนี้จะมาไม้ไหน ทำให้ช่วงหลังเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จในการคุมทีม ฤดูกาลนี้อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของทีม “ปีศาจแดง” ก็ได้

โอกาสสุดท้ายของ “มู”

   

   ผ่านมาแล้ว 2 ฤดูกาล สำหรับการร่วมงานกันระหว่างโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีส กับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมของพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าผลงานที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าจอใจนัก เพราะอดีตกุนซือเอฟซี ปอร์โต้ เชลซี อินเตอร์ มิลาน และเรอัล มาดริด สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เพียงถ้วยยูโรป้า ลีก ลีก คัพ และคอมมูนิตี้ ชีลด์ เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับสาวก “เรด อาร์มี่” เท่าที่ควร แถมสไตล์การเล่นก็ยังไม่ถูกจริตกับแฟนบอลที่ดูทีมรักเล่นเกมรุกแบบโหมกระหน่ำตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน

ด้วยเงินลงทุนที่ทุ่มซื้อนักเตะไปไม่น้อยตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งเอริค ไบญี่ เนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส โรเมลู ลูกากู บอร์ดบริหารของสโมสรคงไม่ได้ยินดีเพียงแค่การคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้เป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงต้องการกลับไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 5 ฤดูกาลแล้ว หลังจากหมดยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่อำลาทีมไปในปี 2013 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของทีมอีกด้วย ซึ่งจาก 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถือว่าทีมมีพัฒนาการในลีกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากกุนซือ 2 คนก่อนหน้า ทั้งในยุคของเดมิด มอยส์ ที่ทำได้เพียงอันดับที่ 7 หรือหลุยส์ ฟาน กัล ที่คุมทีม 2 ฤดูกาล และทำได้ดีที่สุดแค่เพียงอันดับ 4 เท่านั้น

ฤดูกาลแรกของมูรินโญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้องเจอกับปัญหาในการทำประตูอย่างหนัก ทำให้ทีมมีผลเสมอมากเกินไป จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 แต่กุนซือชาวโปรตุกีสยังเอาตัวรอดมาได้ด้วยผลงานพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ หลังเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ทำให้พวกเขาคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลต่อมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ก่อนเริ่มฤดูกาล ทำให้มูรินโญ่รอดตัวไปได้ แต่ในฤดูกาลต่อมาทีม “ปีศาจแดง” กลับจบฤดูกาลแบบมือเปล่า ถึงแม้ว่าอันดับภายในลีกจะกระโดดขึ้นมาเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็มีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่เป็นแชมป์ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว แถมศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ ที่ได้เข้าชิงชนะเลิศ ก็ดันไปพ่ายให้กับเชลซี อดีตทีมเก่าของเขา 0-1 จากประตูโทนจากจุดโทษของเอแดน อาซาร์ ทำให้ฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกกดดันอย่างหนัก และสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการจากเขาในปีนี้ก็คือแชมป์เท่านั้น