แบ็คขวาที่ควรปลดระวาง

ในการใช้งานสิ่งของหรือว่าบุคคลในการทำงาน ผู้บังคับบัญชาจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องของร่างกาย และความสามารถต่างๆ ทำให้การทำงานของพนักงานทั่วไปหรือว่าข้าราชการจะต้องมีการเกษียรในวัย 60 ปี ซึ่งก็เป็นกันทุกประเทศ เพราะเป็นวัยที่ไม่ควรทำงานอีกต่อไป ในส่วนของฟุตบอลก็เช่นกัน เมื่อถึงวัยอันควร หรือว่าความสามารถนั้นไม่ดีพอกับทีมแล้ว ก็ควรที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลง หรือว่าปลดระวางงดการใช้งานไป ซึ่งตอนนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังอยู่ในสถานการณ์นั้น เมื่อพวกเขามีนักเตะที่หมดสภาพไปแล้ว ทั้งทางร่างกาย และด้านความสามารถที่ตกลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คืออันโตนิโอ วาเลนเซีย แบ็คขวาชาวเอกวาดอร์ของทีมนั่นเอง

            ปัจจุบันอดีต “ปีกรถด่วน” รายนี้อายุถึง 33 ปีแล้ว โดยเขาย้ายจากวีแกน แอตเลติกมายังถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดในปี 2009 ด้วยค่าตัวถึง 16 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เป็นนักเตะของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่หลงเหลือมาจากในยุคการคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์ที่เป็นคนดึงเขามาร่วมทีม ซึ่งฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ 10 ของเขาพอดีด้วย ซึ่งในตอนแรกนั้นยอดกุนซือแดนน้ำเมาต้องการเขามาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวริมเส้นฝั่งขวา เนื่องจากปีนั้นพวกเขาขายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดปีกของทีมไปให้กับเรอัล มาดริด ยอดทีมของประเทศสเปนพอดี ทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของยอดดาวเตะชาวโปรตุกีสทันที เนื่องจากตอนนั้นทีมไม่มีปีกขวาอาชีพอยู่ในทีมเลยด้วย ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้ดีนัก เนื่องจากเขาไม่มีทักษะในการเปิดบอลเหมือนปีกคนอื่นๆ โดยมีแค่ความเร็วมาแต่ไหนแต่ไร

            และในปี 2014 ในการมาของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ที่เข้ามาคุมทีมในปีนั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนบทบาทของปีกรายนี้ให้กลายมาเป็นแบ็คขวาในระบบ 4-4-2 หรือวิงแบ็คขวาในระบบ 3-5-2 ซึ่งในช่วงปีก่อนๆ หน้านี้เขาก็ทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังอยู่ในช่วงอายุที่ไม่มากนัก ทำให้เขายังมีความเร็วเหลืออยู่ แต่มาในฤดูกาลนี้นั้นร่างกายของเขาก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ด้วยวัย 33 ปีแล้ว กับนักเตะที่ไม่ได้มีจุดเด่นในการเล่นเกมรับ หรือการยืนตำแหน่ง ทำให้เป็นเรื่องยากมากที่จะทำผลงานได้ดี ทำให้ในช่วงหลังมานี้เขาเริ่มหลุดจากทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแฟนๆ “เรด อาร์มี่” ก้ได้ทำกรเรียกร้องให้ปลดระวางเลิกใช้งานเขาได้แล้วด้วยต่อจากนี้

แนวรับที่แก้ไม่ตก

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลงานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้นั้นต่ำกว่ามาตรฐานมากๆ และกลายเป็นทีมจอมเสมอไปเสียแล้วในช่วงที่ผ่านมา และถูกอำอยู่บ่อยครั้งว่าทำโครงการ “ก้าวทีละแต้ม” อยู่ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากพวกเขาเป็นทีมที่มีผลเสมอในพรีเมียร์ลีกเป็นรองเซาต์แธมตันเพียงทีมเดียวเท่านั้นในฤดูกาลนี้ ซึ่งปัญหาของทีม “ปีศาจแดง” ในฤดูกาลนี้ก็คือเกมรับนั่นเอง ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นกับทีมที่มีโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่เลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัยคุมทีมเอฟซี ปอร์โต้ เชลซีทั้ง 2 ภาค อินเตอร์ มิลาน รวมถึงเรอัล มาดริดก็เช่นกัน ซึ่งเกมรับถือว่าเป็นจุดขายของกุนซือฉายา “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” เลยด้วยซ้ำ ซึ่งเพราะการเล่นแบบรัดกุม และมีเกมรับที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ทำให้เขาสามารถคุมทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ถึง 3 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 2 สมัย กับเอฟซี ปอร์โต้ และอินเตอร์ มิลานในปี 2010

            แต่ทว่าฤดูกาลนี้กุนซือวัย 55 ปีกลับแก้ปัญหาในแนวรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้เสียที ซึ่งส่วนหนึ่งคงต้องมองย้อนไปถึงช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ที่เขาย้ำนักย้ำหนาในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมาโดยตลอดว่าเขาต้องการคว้าตัวปราการหลังตัวกลางมาร่วมทีมก่อนเปิดฤดูกาล แต่ทว่าสุดท้ายแล้วบอร์ดบริหารที่ควรจะสนับสนุนเขากลับไม่สามารถซื้อนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการตัวได้ ทำให้เกิดเป็นข่าวคาวพอสมควรในช่วงต้นฤดูกาล ที่มีทั้งการด่ากุนซือชาวโปรตุเกส รวมถึงการด่าบอร์ดบริหารของทีมที่นำโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ด รองประธานฝ่ายบริหารของทีมด้วย ที่ไม่สามารถเนรมิตรนักเตะตามที่มูรินโญ่ต้องการตัวได้ ทำให้ทีมผลงานไม่ดีในช่วงที่ผ่านมา โดยจากทีมที่เสีย 28 ประตูจาก 38 นัดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่มาในฤดูกาลนี้พวกเขาต้องเสียไปแล้วถึง 26 ประตู ทั้งๆ ที่ยังผ่านมาไม่ถึงครึ่งฤดูกาลเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ทีมก็ไม่ได้มีการเสียนักเตะกองหลังจากฤดูกาลที่แล้วไปแต่อย่างใด แต่กลับเสียประตูเพิ่มเป็นทวีคูณ ซึ่งหากนับผลงานในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ทีม “ปีศาจแดง” สามารถเก็บคลีนชีต หรือการไม่เสียประตูให้กับคู่แข่งได้เพียงแค่ 5 นัดเท่านั้น โดยเป็นเกมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไป 3 นัด และทำได้ในพรีเมียร์ลีกเพียง 2 นัดเท่านั้น คือนัดที่บุกเอาชนะเบิร์นลี่ย์ 2-0 และนัดที่เสมอกับคริสตัล พาเลซไป 0-0 นอกนั้นพวกเขาเสียประตูให้กับคู่แข่งทุกนัด

Credit : 918kissbyp8.com

ขอพื้นที่ให้ ‘เอร์เรร่า’

ข่าวฟุตบอลโดย live22vip.net อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปน ถือว่าเป็นนักเตะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปคว้าตัวมาจากแอตเลติก บิลเบา ทีมดังในประเทศสเปนมาตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข่าวว่าทีม “ปีศาจแดง” ต้องการนักเตะรายนี้มาร่วมทีมก่อนแล้ว แต่การเจรจาไม่ลงตัว และเวลาไม่เพียงพอ ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลงไปก่อนในช่วงต้นปี 2014 แต่หลังปิดฤดูกาลนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ทำการทุ่มเงินจ่ายค่าฉีกสัญญา 36 ล้านยูโร คว้าตัวมาร่วมทีม ซึ่งเขาถือว่าเป็นตัวหลักในแดนกลางของทีมมาตลอดในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ และในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ช่วงฤดูกาลแรกด้วย โดยเขาได้เล่นร่วกับปอล ป็อกบาโดยตลอดในฤดูกาลแรก ซึ่งผลานของเขาโดดเด่นเป็นอย่างมาก และแฟนบอล “เรด อาร์มี่” ก็รักเขามากเช่นกัน และมีแต่คนเชียร์ให้โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของทีมแต่งตั้งเขาเป็นกัปตันทีมคนใหม่ด้วยในช่วงที่ยังไม่มีกัปตันทีมแบบถาวรก่อนหน้านี้ แต่แล้วกลับมีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น

            เมื่อช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้ว กุนซือวัย 55 ปีก็ได้ตัดสินใจไปคว้าตัวเนมานย่า มาติช กองกลางตัวรับทีมชาติเซอร์เบียที่ตอนนั้นอยู่ในวัย 29 ปีมาร่วมทีม ด้วยค่าตัวถึง 40 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นลูกน้องคนโปรดของโชเซ่ มูรินโญ่ตั้งแต่สมัยคุมทีมเชลซีด้วย ทำให้เขาได้กลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งกองกลางตัวรับทันที ทั้งๆ ที่ฤดูกาลก่อนหน้านั้นอันเดร์ เอร์เรร่า ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ แต่อย่างน้อยเมื่อฤดูกาลที่แล้วกองกลางวัย 29 ปีก็ได้ลงสนามไปเกือบ 40 นัด ถึงแม้ว่าจะได้ลงสนามเป็นตัวสำรองซะหลายนัดก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็มีบทบาทกับทีม โดยเฉพาะกับเกมใหญ่ ที่เขามักจะได้รับมอบหมายให้ตามประกบดาวเตะคนสำคัญของคู่แข่งโดยตลอด ซึ่งเอร์เรร่ามักทำได้ดีเสมอ

            ในส่วนของฤดูกาลนี้ที่ผลงานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ดีนัก แต่ในยามที่อดีตนักเตะของเรอัล ซาราโกซ่าลงสนาม เขาก็ยังคงมั่งมั่นทุ่มเทเพื่อทีมอยู่เสมอ และหากดูจากสถิติต่างๆ จะเห็นได้ว่าอันเดร์ เอร์เรร่า เป็นหัวใจในการแย่งบอล หรือว่าตัดเกมคู่แข่งอยู่ตลอด ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสควรที่จะให้เขาลงสนามมากกว่านี้ในช่วงที่เหลือของฤดูกาล เพราะสถิตินั้นไม่เคยโกหกใคร ว่ากองกลางรายนี้สามารถช่วยทีมได้มากที่สุดในยามลงสนามนั่นเอง

ตัดใจ หรือไปต่อ

       

             ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ที่ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ไม่ดี และยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มพื้นที่ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าเสียด้วยซ้ำในตอนนี้ โดยยังมีคะแนนตามหลังกลุ่มหัวตาราง หรือว่า 4 อันดับแรกอยู่เกือบ 10 คะแนนเลยทีเดียว เนื่องจากพวกเขาไปหลุดเสมออยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ใช่ผลงานในสนามเท่านั้นที่ย่ำแย่ แต่มันยังส่งผลให้สถานการณ์ต่างๆ ของทีมนั้นยังไม่คลี่คลายเสียที และยังมีปัญหาค้างคามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการซื้อขายนักเตะที่ดูเหมือนว่าในเดือนมกราคมนี้พวกเขาจะต้องลงตลาดหากองหลังเข้ามาเสริมทีมเป็นการด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาในแนวรับของทีม รวมถึงสถานการณ์หุ้นของสโมสรด้วย ซึ่งพวกเขามีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยผลงานที่ย่ำแย่ของทีมในฤดูกาลนี้ ก็ทำให้หุ้นของสโมสรดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และทำให้บรรดาผู้ถือหุ้นขาดทุนไปพอสมควรทีเดียว และสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือการจะต่อสัญญานักเตะแต่ละคนในช่วงนี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องยากมากทีเดียว ทั้งๆ ที่เป็นปีที่นักเตะหลายคนเหลือสัญญาเป็นปีสุดท้ายแล้วด้วย

                    โดยปกติแล้วบรรดาผู้บริหารของแต่ละสโมสรจะต้องทำการต่อสัญญานักเตะก่อนที่จะเหลือสัญญาในปีสุดท้าย เนื่องจากว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเจรจาทันที เนื่องจากหากนักเตะไม่ยอมต่อสัญญาใหม่ เท่ากับว่าสโมสรจะเสียนักเตะคนนั้นออกจากทีมไปแบบไม่ได้ค่าตัวตอบแทน แต่ในทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้นั้นฝ่ายบริหารกลับปล่อยให้นักเตะหลายคนเหลือสัญญาในฤดูกาลนี้เป็นปีสุดท้ายแล้ว โดยก่อนหน้านี้พวกเขาพึ่งทำการต่อสัญญากับลุค ชอว์ แบ็คซ้ายของทีมออกไปได้เพียงรายเดียวเท่านั้น แต่ทว่ายังมีนักเตะอีกหลายคนที่กำลังจะหมดสัญญาในช่วงกลางปีหน้า ทั้งอันเดร์ เอร์เรร่า ฆวน มาต้า 2 กองกลางชาวสเปน รวมถึงดาบิด เด เกอา นายประตูคนสำคัญของทีมด้วย รวมถึงดาวรุ่งที่กำลังฟอร์มดีอย่างอ็องโตนี่ มาร์กซิยัล ปีกชาวฝรั่งเศสอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นนักเตะสำคัญของทีมทั้งนั้น แต่ด้วยสถานการณ์ของทีมในตอนนี้นั้น ถึงแม้ว่าสโมสรจะยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้นักเตะไปแล้วก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เหล่านักเตะต้องคิดหนักมากทีเดียว กับอนาคตของเขากับทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดต่อจากนี้ เพราะดูเหมือนฤดูกาลนี้จะไม่มีอนาคตที่สดใสเอาเสียเลย ซึ่งเหล่านักเตะคงต้องชั่งใจแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร ว่าจะเลือกตัดใจ หรือว่าจะไปต่อกับทีมในฤดูกาลต่อจากนี้

กราบขวาที่บอดสนิท

  ข้อมูลโดย live22sure.com  ตั้งแต่ช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ออกมาให้สัมภาษณ์อยู่ตลอดว่าเขาอยากได้นักเตะในตำแหน่งปีกขวามาร่วมทีมตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งในตอนนั้นพวกเขามีข่าวกับอีวาน เปริซิช ปีกทีมชาติโครเอเชียอย่างหนัก ซึ่งตอนนั้นอีวาน เปริซิชเป็นนักเตะวัย 29 ปีซึ่งสามารถเล่นได้ทั้งทางกราบซ้าย และทางกราบขวาด้วย และสามารถเตะฟุตบอลได้ทั้ง 2 เท้าอย่างช่ำชอง ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถพิเศษอย่างนึงเลยทีเดียว แต่ตอนนั้นค่าตัวของเขาสูงถึง 40 ล้านปอนด์โดยประมาณเลยทีเดียว เนื่องจากโดนพิษของเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์ ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปทุ่มฉีกสัญญาของเนย์มาร์จากบาร์เซโลน่าถึง 222 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทำให้การซื้อขายนักเตะหลังจากนั้นมีมูลค่าที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อฤดูกาลที่แล้วหลังจากพลาดได้ตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาไป ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องลงปรับใช้นักเตะที่มีอยู่มาเล่นในตำแหน่งตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาแทน ทั้งฆวน มาต้า มาร์คัส แรชฟอร์ด อ็องโตนี่ มาร์กซิยัล เจสซี่ ลินการ์ด แม้แต่อเล็กซิส ซานเชซ ที่พึ่งย้ายมาเมื่อปลายเดือนมกราคมก็เคยถูกจับมาเล่นในตำแหน่งนี้แล้วทั้งนั้น แต่ว่าไม่มีใครที่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นเลย มีแต่ทำได้แค่ในระดับประครองตัวเท่านั้น ทำให้ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมูรินโญ่ก็ยังคงต้องการปีกขวาอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นักเตะที่ต้องการอีกครั้ง

นัดแรกของฤดูกาลที่ผ่านมากุนซือวัย 55 ปีใช้ฆวน มาต้า ดาวเตะชาวสแปนิชมาเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวขวาของระบบ 4-3-3 ส่วนแบ็คขวาเป็นมัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ดาวเตะทีมชาติอิตาลีที่มีข่าวว่าจะย้ายออกจากทีมมาโดยตลอด ซึ่งทั้ง 2 คนก็ไม่สามารถทำเกมรุกทางกราบขวาของสนามได้เลยตลอด 90 นาที โดยมีเพียงจังหวะที่แบ็คอิตาเลี่ยนเติมขึ้นมายิงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นอกนั้นจังหวะที่ขึ้นเกมจะเป็นทางซ้ายทั้งหมด เท่ากับว่าเกมรุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทางกราบขวานั้นบอดสนิทเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันทำให้ความสมดุลย์ในเกมการบุกของพวกเขาเสียไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดบอดที่ใหญ่มากสำหรับทีมชั้นนำอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งจะมีปัญหากับการเจาะคู่แข่งในระยะยาวอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องมาดูว่าโชเซ่ มูรินโญ่จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไรในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกนี้ ที่จะไม่สามารถซื้อใครเข้ามาเสริมทีมได้แล้วอย่างแน่นอน แล้วจะใช้ใครยืนเป็นตัวจริงในตำแหน่งนั้น

บทบาทของเฟร็ด

     การย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดของเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ด้วยค่าตัวสูงถึง 50 ล้านปอนด์นั้น แน่นอนว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ จะต้องให้เขาลงสนามเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน แต่คำถามก่อนเริ่มฤดูกาลที่ผ่านมาก็คือว่ากุนซือชาวโปรตุกีสจะให้กองกลางทีมชาติบราซิลชุดลุยฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเล่นในบทบาทไหน หรือว่าให้ลงแทนใคร ซึ่งจากช่วงของการอุ่นเครื่องที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นแน่ชัดนัก เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้เล่นในรูปทรงเกมที่พวกเขาจะใช้ในฤดูกาลนี้เลย แต่ว่าเป็นการเล่นแบบรถบัสในหลายๆ นัดที่ทำการอุ่นเครื่อง โดยเฉพาะนัดที่พบกับบาเยิร์น มิวนิคที่เป็นนัดสุดท้ายของการพรีซีซั่น ที่พวกเขาไม่ได้ทำการบุกใส่คู่แข่งเลยตลอด 90 นาที ทำให้ไม่ได้เห็นวิธีการเล่นของเฟร็ดอย่างชัดเจนมากนัก

แต่พอมาในนัดเปิดฤดูกาลที่โชเซ่ มูรินโญ่วางหมากมาในระบบ 4-3-3 ที่มีกองกลาง 3 คนประกอบไปด้วยปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก อันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนที่ถูกดัดแปลงมาจากการเล่นกองกลางตัวรุกมาก่อน และเฟร็ดซึ่งทำหน้าที่คอยวิ่งไล่ตัดเกมคู่แข่ง และเป็นคนวิ่งเข้าหาบอลเป็นคนแรกตลอดในแดนกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยมีปอล ป็อกบาคอยสอดประสาน และให้อันเดรส เปไรร่าเป็นคนคอยตัดดักบอลก่อนหลุดไปถึงเขตโทษ ซึ่งก็คือรับหน้าที่เหมือนเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางของเชลซีในยามที่เล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสนั่นเอง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กับปอล ป็อกบา กองกลางคนสำคัญของทีมมากที่สุด เพื่อที่จะให้ป็อกบาผ่อนแรงในเกมรับลง และเอาแรงไปให้ในการปั้นเกมรุกมากขึ้น ส่วนเฟร็ดเวลาได้บอลก็จะรีบออกบอลเร็วทันที หากมีเพื่อนร่วมทีมอยู่ใกล้ๆ หรืออาจจะมีวางบอลยาวบ้าง หากว่ากองหน้าของทีมอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ หรือว่าประกบกันแบบ 1-1

จากนัดอย่างเป็นทางการที่ผ่านมาถือว่ากองกลางวัย 25 ปีทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายบอลพลาดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และมันก็ไม่ได้เสียหายจนถึงเสียประตูแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวเข้ากับระบบการเล่น และกับเพื่อนร่วมทีมอีกซักระยะ รวมถึงจังหวะบอลที่เร็วขึ้นของศึกพรีเมียร์ลีกด้วย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สอบผ่านทีเดียวสำหรับเขา แต่นัดต่อๆ ไปเราอาจจะได้เห็นมิติของกองกลางรายนี้มากกว่านี้ก็ได้

 

เหมือนได้นักเตะใหม่

    หลังจากที่มีการเข้าแคมป์เก็บตัวในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมีชื่อของนักเตะอย่างอันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนอยู่ในทีมด้วย ซึ่งตอนแรกแฟนบอลทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีความเชื่อว่ากองกลางดาวรุ่งรายนี้ไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมของโชเซ่ มูรินโญ่แต่อย่างใด และอาจจะถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปอีก 1 ฤดูกาลด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ากุนซือชาวโปรตุกีสผ่าตัดแปลงโฉมอันเดรส เปไรร่าเสียใหม่หมด จากนักเตะเกมรุกที่เล่นเป็นตัวริมเส้นเป็นหลักในช่วง 2 ปีหลัง กลับกลายมาเป็นมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลในแดนกลาง ประหนึ่งเป็นอันเดรีย ปิร์โล่ อดีตกอกลางทีมชาติอิตาลีประมาณนั้น ซึ่งผลงานที่ออกมาในช่วงของเกมอุ่นเครื่องก็ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสเล่นให้กับทีมมากน้อยแค่ไหนในฤดูกาลนี้

แต่ในนัดแรกของฤดูกาลที่สถานการณ์ค่อนข้างบังคับทีเดียว ทำให้อันเดรส เปไรร่า กองกลางวัย 22 ปีได้ลงสนามเป็นตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในนัดที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ทันที เนื่องจากนักเตะแดนกลางคนอื่นๆ นั้นยังไม่พร้อม ทั้งเนมานย่า มาติช กองกลางทีมชาติเซอร์เบียที่บาดเจ็บจนต้องผ่าตัด อันเดร์ เอร์เรร่าก็ได้รับบาดเจ็บพอดี รวมถึงมารูยาย เฟลไลนี่ก็พึ่งกลับมาซ้อมได้ไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ก็ยังไม่นิ่งพอในบทบาทนี้ ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เลือกใช้เปไรร่าลงเป็นตัวจริงทันที ซึ่งถือว่าสอบผ่าน และทำผลงานช่วยทีมได้ดีทีเดียว ซึ่งเขาได้ติวเตอร์ที่ดีอย่างไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ฤดูกาลนี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นสต๊าฟโค๊ชของโชเซ่ มูรินโญ่แทน และเป็นคนติวให้อันเดรส เปไรร่ากับบทบาทใหม่ในตำแหน่งนี้ด้วย ซึ่งในจังหวะที่เขาถูกเพรสซิ่งจากคู่แข่งถือว่าเขามีสัญชาติญานการเอาตัวรอดที่ดีทีเดียว เนื่องจากมีทักษะที่ดีและมีความเป็นนักเตะบราซิเลี่ยนอยู่ในตัวด้วย รวมถึงการวางบอลยาวที่ได้เสียค่อนข้างแม่นยำทีเดียว ทำให้ทีมได้ประโยชน์จากตรงนี้มากทีเดียว ซึ่งเหมือนเป็นการได้นักเตะใหม่มาสู่ทีมเลยก็ว่าได้ เนื่องจากหากเขายังเล่นตัวรุกแบบเดิม และไม่ยอมปรับมาเล่นในแบบที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปล่อยยืมตัว หรือการขายขาดก็ตาม เพราะเขาไม่ใช่ตัวรุกในแบบที่มูรินโญ่ต้องการ

ผู้อำนวยการฟุตบอลคนแรก

    หลังจากที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสื่อสำนักพิมพ์ต่างๆ เล่นงานอย่างหนักในเรื่องของการดำเนินการซื้อตัวที่ล่าช้า และประสบความล้มเหลวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา จนทำให้พวกเขาพลาดคว้าตัวนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของทีมต้องการไปในที่สุด ซึ่งคงมีหลายปัจจัยที่ต้องอธิบาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงมาจากการตั้งค่าตัวที่สูงเว่อร์เสียจนทีม “ปีศาจแดง” ไม่กล้าเข้าไปเอี่ยวด้วย ทั้งโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังวัย 29 ปีที่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 60 ล้านปอนด์เป็นอย่างน้อย หรือทางแฮร์รี่ แม็คกวายที่พึ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานก็ถูกเลสเตอร์ ซิตี้โก่งไปถึง 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้มีตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรเหมือนอย่างทีมอื่นๆ ในยุคนี้ ทำให้ไม่ได้มีคนรับผิดชอบกับตำแหน่งหน้าที่ในการซื้อขายนักเตะอย่างจริงจัง จนทำให้เอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่เป็นประธานบริหารสโมสรเข้ามาดูแลในส่วนนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงเขาไม่ได้มีความถนัดและช่ำชองในเรื่องฟุตบอลซักเท่าไหร่ ซึ่งเขาเก่งในเรื่องของการหากำไรให้แก่สโมสรมากกว่า ทำให้พวกเขาเตรียมจะทำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลเป็นคนแรกของสโมสรเข้ามารับตำแหน่ง โดยหวังจะให้ทันในช่วงของซัมเมอร์นหน้า

การจะทำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลเข้ามาไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งขึ้นมาได้เลย คือต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกันใหม่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีแผนการจะแต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬาขึ้นมาก่อน ในยุคการคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือของสโมสร แต่ตอนนั้นกุนซือผู้พาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมายไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะเป้นการทารอำนาจของเขา และอาจจะทำให้เขาไม่สามารถเลือกซื้อนักเตะได้ตามที่ต้องการ แต่ในฟุตบอลสมัยใหม่นั้นหลายสโมสรได้มีการแต่งตั้งกันไปแล้วหลายทีม รวมทั้งทีมจากในอังกฤษก็เริ่มมีกันไปแล้วด้วย อย่างทางอาร์เซน่อล เชลซี หรือลิเวอร์พูลก็ตาม ที่ได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลกันไปก่อนแล้ว แต่ทีมจากลีกอื่นๆ เขามีกันมานานแล้วด้วยซ้ำกับตำแหน่งนี้ ซึ่งบางทีมจะถูกเรียกว่าผู้อำนวยการกีฬา เพราะบางสโมสรไม่ได้มีแค่ทีมฟุตบอลอย่างเดียว แต่จะมีทีมบาสเก็ตบอลด้วย อย่างเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า รวมถึงบาเยิร์น มิวนิคด้วย โดยตอนนี้ทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เล็งทางมอนชี่ ยอดผู้อำนวยการชื่อดังของทางโรม่า และฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการสโมสรยูเวนตุส ที่เป็นตัวเต็งที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนแรกนี้ในปีหน้า

ตกยุคแล้ว

    หลังจากที่พาทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาล 2014-2015 หลังจากนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนว่าโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มที่จะมีผลงานที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และยังไม่สามารถพาทีมที่คุมกลับไปค้าแชมป์ลีกได้อีกเลย โดยเขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ในช่วงกลางฤดูกาลต่อมาทันที เมื่อพาทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ ตกไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางการแข่งขัน และถูกโรมัน อบราโมวิชไล่ออกในช่วงเดือนธันวาคม 2015 หลังจากนั้นมาเขาก็ว่างงานอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะจับเซ็นต์สัญญาไปคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยสัญญา 3 ปีแถมออปชั่นในการต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีด้วย

ซึ่งฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าโล่ห์คอมมูนิตี้ ชิลด์มาครองได้สำเร็จ และถึงแม้ว่าจะพาทีมทำได้แค่จบอันดับที่ 6 ของตารางก็ตาม แต่ในฤดูกาลนั้นเขาพาทีม “ปีศาจแดง” ได้ทั้งแชมป์ลีก คัพ รวมถึงแชมป์ยูโรป้า ลีก ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสโมสรที่คว้าแชมป์นี้ได้ด้วย และที่สำคัญคือการพาทีมได้โควต้ากลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำผลงานในลีกได้ดีขึ้น เมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 2 ของตาราง โดยทำคะแนนได้ถึง 81 คะแนนเลยทีเดียว แต่ก็กลายเป็นทีมรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เมื่อตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว รวมถึงการวืดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อพ่ายให้กับเชลซีในนัดชิงชนะเลิศด้วย ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เริ่มได้รับความกดดันอีกครั้ง

ในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ก็เริ่มถูกโจมตีหนักขึ้นจากฟอร์มการเล่นในช่วงที่อุ่นเครื่องที่ผ่านมา เนื่องจากรูปเกมของพวกเขานั้นไม่สามารถสู้ใครได้ซักทีมเลย โดยเฉพาะนัดล่าสุดกับบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาได้โอกาสครองบอลเพียง 23% เท่านั้น และสามารถหาโอกาสในการทำประตูได้เพียงแค่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่จะทำได้เพียงแค่นี้ และเล่นแบบไม่มีทรงการขึ้นบอลใดๆ เลยด้วย ทำให้แฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้เริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ยุคของโชเซ่ มูรินโญ่นั้นได้หมดลงแล้ว และสโมสรควรทำการเปลี่ยนแปลโดยเร็ว เพราะหากทีมเล่นได้แค่นี้ ฤดูกาลนี้คงเละไม่เป็นชิ้นดีแน่

 

เต็มที่แค่ 1

    ก่อนหน้านี้ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวกับนักเตะมากหน้าหลายตา ทั้งช่วงก่อนปิดฤดูกาล จนมาถึงหลังจบฟุตบอลโลกไปแล้วก็มีข่าวกับนักเตะอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะเปลี่ยนคนไปบ้างตามสถานการณ์ แต่เวลาล่วงเลยมาเข้าเดือนสิงหาคมแล้ว แต่พวกเขากลับยังได้นักเตะมาเพียง 3 รายเท่านั้น คือเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ดิโอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คชาวโปรตุกีสจากเอฟซี ปอร์โต้ และลี แกรนต์ นายประตูจอมเก๋าที่จะเอามาเป็นมือ 3 จากสโต๊ค ซิตี้ ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วทั้ง 3 นักเตะที่ได้ตัวมาร่วมทีม ยังไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้เลย ซึ่งจากข่าวที่ออกมาตลอดว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ ได้ให้สัมภาษณ์ตลอดว่าเขาต้องการนักเตะในตำแหน่งกองหลัง และตัวรุกด้านขวา ซึ่งตัวรุกด้านขวานั้นกุนซือชาวโปรตุกีสพูดว่าอยากได้มาตั้งแต่ซัมเมอร์ปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่จนถึงบัดนี้กลับยังไม่มีนักเตะในตำแหน่งนั้นเข้ามาสู่ทีมเลย ซึ่งตอนนี้เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์แล้วด้วยที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดลงในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และหลังจากนั้นจะซื้อใครไม่ได้อีกแล้ว ทำให้ความหวังของสาวก “เรด อาร์มี่” ค่อนข้างจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ซึ่งจากตอนแรกที่ก่อนตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดตัวลง คาดว่าจะได้นักเตะใหม่ตบเท้าเข้าสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน้อยซัก 2 ราย แต่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าได้มาตัวเดียวก็บุญแล้ว เพราะข่าวการซื้อขายนักเตะของทีมก็เริ่มซา และเงียบขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาของตลาดซื้อขายนักเตะที่งวดเข้ามา แทนที่จะมีข่าวหนักขึ้น แต่กลับเงียบอย่างไร้ความหวัง

หากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมอีกเพียงรายเดียวนั้น นักเตะที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดคงจะเป็นนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่พวกเขามีข่าวมาตลอดในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขามีข่าวกับโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะต้องเจอกันในนัดแรกของพรีเมียร์ลีก และล่าสุดคือเยอร์รี่ มิน่า กองหลังทีมชาติโคลอมเบียของบาร์เซโลน่า ที่ต้องการย้ายทีมและกำลังมีข่าวมาแรงในช่วงนี้ แต่ในส่วนข่าวของตัวรุกริมเส้นทางขวานั้นหายเข้ากรีบเมฆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิลเลี่ยน อันเต เรบิช หรืออีวาน เปริซิช นั้นแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย หรืออาจจะไม่ได้ใครเลยด้วยซ้ำ