คู่เซ็นเตอร์ตัวจริง

    ถึงแม้เมื่อฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเสียประตูน้อยที่สุดในลีกเป็นอันดับ 2 ที่ 28 ประตู เป็นรองเพียงทีมแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เท่านั้น ที่เสียไป 27 ประตู แต่แนวรับของทีม “ปีศาจแดง” ก็ยังไม่ถือว่าแข็งแกร่งเท่าไหร่ แต่พวกเขายังโชคดีที่มีดาบิด เด เกอา ยอดผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนเป็นนายทวาร คอยปัดป้องลูกยิงอันตรายของคู่แข่งได้อย่างสุดยอดตลอดฤดูกาล แต่ผลงานส่วนบุคคลในแนวรับของทีม “ปีศาจแดง” ถือว่ายังสอบไม่ผ่านแทบทุกคน โดยเฉพาะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่มักเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้ง

ฤดูกาลที่แล้วโชเซ่ มูรินโญ่ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเล็กน้อย โดยยังยืดระบบ 4-2-3-1 ที่เขาใช้มาตั้งแต่คุมทีมเอฟซี ปอร์โต้เป็นแผนหลัก แต่ได้มีการใช้ระบบ 3-5-2 เข้ามาเสริมในบางแมตช์ด้วย ซึ่งมีนัดที่ทำผลงานได้ดีบ้าง และไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยตัวรับริมเส้นกุนซือโปรตุกีสมีการใช้งานที่ตายตัว และไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง แบ็คขวาจะเป็นอันโตนิโอ วาเลนเซีย และทางฝั่งซ้ายเป็นแอชลี่ย์ ยังโดยตลอดหากไม่มีใครบาดเจ็บ หรือติดโทษแบน แต่ในส่วนของปราการหลังตัวกลางนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบกองหลัง 4 คนหรือ 3 คน ดูเหมือนว่า “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ยังหาคู่ที่เป็นเซ็นเตอร์ ฮาล์ฟตัวจริงไม่ได้เลย ซึ่งต่างจากตอนที่เขาเคยคุมทีมอื่นประสบความสำเร็จ อย่างเช่นช่วงที่คุมเชลซีครั้งแรก เขาใช้จอห์น เทอร์รี่ ประกบคู่กับริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ตลอด ส่วนยุคอินเตอร์ มิลาน เขาก็มีลูซิโอ กับวอลเตอร์ ซามูเอลเป็นหลัก

นักเตะที่น่าจะไว้ใจได้ที่สุดในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเวลานี้น่าจะเป็นเอริค ไบญี่ ปราการหลังชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่ดูดีสุด แต่ฤดูกาลที่แล้วกองหลังวัย 24 ปีมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้ง จนทำให้มูรินโญ่ต้องสลับใช้กองหลังลงสนามแต่ละนัด ซึ่งมีทั้งคริส สมอลลิ่ง ฟิล โจนส์ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ และมาร์กอส โรโฮ ที่หมุนเวียนกันลงสนาม แต่ผลงานแต่ละคนกลับออกมาไม่ค่อยดี และก็มีการทำผิดพลาดกันทุกคน ซึ่งในฤดูกาลนี้ทีม “ปีศาจแดง” ตกเป็นข่าวว่ากำลังมองหากองหลังรายใหม่เข้ามาเสริมทีมด้วย โดยมีโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ จากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และแฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ทั้ง 2 คน ซึ่งอาจจะได้คนใดคนหนึ่งมาร่วมทีม และคาดว่าจะเป็นคู่ตัวจริงกับเอริค ไบญี่ในฤดูกาลนี้

การเสริมทัพที่เปลี่ยนไป

  ตั้งแต่ที่สร้างชื่อกับเอฟซี ปอร์โต้ จนพาทีมดังจากบ้านเกิดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เมื่อปี 2003-2004 จนมาถึงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” หรือโชเซ่ มูรินโญ่ มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้แท็คติกในสนาม รวมถึงการซื้อนักเตะมาร่วมทีม ซึ่งแต่ละลีกที่เขาเลือกไปคุมทีม ก็จะมีแผนการซื้อนักเตะที่แตกต่างกันออกไป และมีแบบแผนในการเลือกใช้นักเตะในแต่ละตำแหน่งอยู่แล้ว

อย่างช่วงที่ย้ายไปคุมทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน เขาเลือกซื้อนักเตะแนวรุกเข้ามาเสริมทีมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งดิเอโก้ มิลิโต้ ซามูเอล เอโต้ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า และเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ เป็นต้น ส่วนตอนที่ย้ายไปคุมทีมเรอัล มาดริดในสเปน ก็คว้าตัวลูก้า โมดริช อังเคล ดิ มาเรีย และเมซุต โอซิล มายังถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อตัวนักเตะของโชเซ่ มูรินโญ่ในการคุมทีมในกัลโช่ เซเรีย อา และลา ลีก้า สเปน กุนซือชาวโปรตุกีสค่อนข้างเปิดกว้าง และไม่เกี่ยงว่าจะตัวเล็ก หรือมีความเร็วไม่มากนัก อาจเพราะด้วยสไตล์การเล่นของลีกนั้นๆ ด้วย ส่วนช่วงที่คุมทีมในพรีเมียร์ลีก และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การซื้อตัวของกุนซือสมองเพชรจะเน้นที่นักเตะร่างใหญ่ และมีความแข็งแกร่งของร่างกายเสมอ ทั้งดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิกาเอล เอสเซียง เนมานย่า มาติช และโรเมลู ลูกากู หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการซื้อนักเตะในตอนที่เขาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกจะเน้นนักเตะร่างใหญ่เป็นหลัก แต่ช่วงซัมเมอร์นี้กลับมีความผิดแปลกไป เมื่อรายแรกที่เขาคว้าตัวหลังปิดฤดูกาลที่แล้วก็คือเฟร็ด กองกลางร่างเล็กชาวบราซิเลี่ยนจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะสเป็คที่แตกต่างจากนักเตะที่เขาซื้อมาร่วมทีมอย่างสิ้นเชิง รวมถึงดิเอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คดาวรุ่งชาวโปรตุกีสก็ด้วย เพราะกุนซือวัย 55 ปี มักไม่ค่อยใช้งานนักเตะดาวรุ่ง และมักชอบซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์สูงมาร่วมทีมมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงของโชเซ่ มูรินโญ่ในครั้งนี้ อาจจะเป็นการเดิมพันของเขาในฤดูกาลนี้ก็ได้ เพราะรูปแบบการเล่นของเขามักถูกคู่แข่งจับทางได้ และคู่แข่งมักรู้อยู่แล้วว่ากุนซือรายนี้จะมาไม้ไหน ทำให้ช่วงหลังเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จในการคุมทีม ฤดูกาลนี้อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของทีม “ปีศาจแดง” ก็ได้

โอกาสสุดท้ายของ “มู”

   

   ผ่านมาแล้ว 2 ฤดูกาล สำหรับการร่วมงานกันระหว่างโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีส กับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมของพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าผลงานที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าจอใจนัก เพราะอดีตกุนซือเอฟซี ปอร์โต้ เชลซี อินเตอร์ มิลาน และเรอัล มาดริด สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เพียงถ้วยยูโรป้า ลีก ลีก คัพ และคอมมูนิตี้ ชีลด์ เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับสาวก “เรด อาร์มี่” เท่าที่ควร แถมสไตล์การเล่นก็ยังไม่ถูกจริตกับแฟนบอลที่ดูทีมรักเล่นเกมรุกแบบโหมกระหน่ำตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน

ด้วยเงินลงทุนที่ทุ่มซื้อนักเตะไปไม่น้อยตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งเอริค ไบญี่ เนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส โรเมลู ลูกากู บอร์ดบริหารของสโมสรคงไม่ได้ยินดีเพียงแค่การคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้เป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงต้องการกลับไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 5 ฤดูกาลแล้ว หลังจากหมดยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่อำลาทีมไปในปี 2013 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของทีมอีกด้วย ซึ่งจาก 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถือว่าทีมมีพัฒนาการในลีกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากกุนซือ 2 คนก่อนหน้า ทั้งในยุคของเดมิด มอยส์ ที่ทำได้เพียงอันดับที่ 7 หรือหลุยส์ ฟาน กัล ที่คุมทีม 2 ฤดูกาล และทำได้ดีที่สุดแค่เพียงอันดับ 4 เท่านั้น

ฤดูกาลแรกของมูรินโญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้องเจอกับปัญหาในการทำประตูอย่างหนัก ทำให้ทีมมีผลเสมอมากเกินไป จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 แต่กุนซือชาวโปรตุกีสยังเอาตัวรอดมาได้ด้วยผลงานพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ หลังเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ทำให้พวกเขาคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลต่อมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ก่อนเริ่มฤดูกาล ทำให้มูรินโญ่รอดตัวไปได้ แต่ในฤดูกาลต่อมาทีม “ปีศาจแดง” กลับจบฤดูกาลแบบมือเปล่า ถึงแม้ว่าอันดับภายในลีกจะกระโดดขึ้นมาเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็มีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่เป็นแชมป์ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว แถมศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ ที่ได้เข้าชิงชนะเลิศ ก็ดันไปพ่ายให้กับเชลซี อดีตทีมเก่าของเขา 0-1 จากประตูโทนจากจุดโทษของเอแดน อาซาร์ ทำให้ฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกกดดันอย่างหนัก และสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการจากเขาในปีนี้ก็คือแชมป์เท่านั้น