กัปตันผี

     นับตั้งแต่การย้ายทีมของเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้ายออกจากถิ่นไปเมื่อซัมเมอร์ปี 2017 ทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มจะมีปัญหากับการหากัปตันทีมคนใหม่ที่จะมาสวมปลอกแขนกัปตันทีมลงสนามในแต่ละนัด และทาง “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” อาจจะเกรงใจระดับอาวุโสของทีมด้วย จึงไม่กล้าแต่งตั้งใครขึ้นมารับหน้าที่นี้แบบเต็มตัว จึงตั้งให้ไมเคิ่ล คาร์ริค กองกลางตัวเก๋าที่อยู่กับทีมมานานที่สุดเป็นกัปตันทีมไปก่อน ซึ่งอดีตกองกลางของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ไม่มีโอกาสได้ลงสนามเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพ ปลอกแขนกัปตันทีมส่วนใหญ่จึงไปตกกับอันโตนิโอ วาเลนเซีย ซีเนียร์ของทีมอีกคนหนึ่งที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงประจำ จึงได้รับตำแหน่งสืบทอดนี้ไปโดยปริยาย ซึ่งอันที่จริงอาจจะมีคนที่เหมาะสมที่จะตั้งให้เป็นกัปตันทีมแบบถาวรมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปนเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจของแฟนบอล “เรด อาร์มี่” และแฟนๆ ต่างคิดเหมือนกันว่าเขาเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับตำแหน่งกัปตันทีมในเวลานี้ แต่เนื่องจากโชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ได้มีกองกลางชาวสเปนรายนี้อยู่ในรายชื่อ 11 ตัวจริงที่จะลงสนามในแต่ละนัด ทำให้หากตั้งอดีตดาวเตะของแอตเลติก บิลเบาเป็นกัปตันทีม เมื่อยามแข่งจริงปลอกแขนก็ต้องถูกมอบให้กับคนอื่นอยู่ดี จึงน่าจะเป็นที่มาของการให้อันโตนิโอ วาเลนเซียเป็นกัปตันทีม เพราะดาวเตะทีมชาติเอกวาดอร์ได้รับโอกาสลงสนามเป็น 11 ตัวจริงอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็คขวา ซึ่งอันที่จริงแล้วบรรดาแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมองว่าวาเลนเซียไม่ค่อยมีความเหมาะสมกับการเป็นกัปตันทีมเท่าไหร่นัก เพราะด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ไม่ค่อยพูด หรือออกแอคชั่นมากนัก

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของกุนซือชาวโปรตุเกส เขายังคงยืนยันว่ากัปตันทีมในฤดูกาลนี้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังคงเป็นอันโตนิโอ วาเลนเซียต่อไป ทั้งที่จริงแล้วมีคนที่แสดงความเป็นผู้นำให้เห็นในศึกฟุตบอลโลกกับการเล่นให้ทีมชาติของตัวเองถึง 2 คน คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่เขาจะเป็นคนคอยกระตุ้น และพูดปลุกใจก่อนเริ่มเกมทั้งๆ ที่กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมเป็นเอแดน อาซาร์ด้วยซ้ำ ส่วนอีกคนก็คือปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ที่มีคลิปออกมาในห้องแต่งตัวทีมชาติที่เขาเป็นคนพูดกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมในนัดที่เอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่า และทีมชาติโครเอเชียในรอบชิงชนะเลิศด้วย

 

สิ่งที่ต้องการจากป็อกบา

     ศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าปอล ป็อกบามีความสามารถมากเพียงไหน และก็แสดงให้เห็นว่าเขามีความเหมาะสมที่เคยเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกเมื่อ 2 ปีก่อนที่เขาย้ายมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวสูงเกือบ 90 ล้านปอนด์ ถึงแม้ปีต่อมาเขาจะถูกทำลายสถิติโดยเนย์มาร์อย่างถล่มทลายก็ตาม แต่เขาก็แสดงถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาได้อย่างชัดเจนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งไม่ค่อยแสดงให้เห็นในยามที่สวมยูนิฟอร์มของทีม “ปีศาจแดง” หรือบางนัดอาจจะเล่นดีบ้าง แต่เหมือนจะมาๆ หายๆ ซึ่งทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่ค่อยต่อเนื่อง และมักเล่นบอลยาก และชอบทำให้จังหวะของทีมเสียไป ทั้งๆ ที่เขารับหน้าที่ในการคุมจังเกมของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แต่ในยามที่กองกลางวัย 25 ปีสวมเสื้อทีมชาติฝรั่งเศส เขากลับมีคาแร็คเตอร์ที่เปลี่ยนไป ดูมีความตั้งใจเล่น และใช้วิธีการเล่นที่ง่ายๆ ทำให้เพื่อนเล่นบอลง่าย และเกมของทีม “ตราไก่” ก็ไหลลื่นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการจากตัวเขามาโดยตลอด นั่นคือการใช้ความสามารถของเขาให้ถูกทาง และถูกวิธี ซึ่งกุนซือชาวโปรตุกีสก็คงไม่ได้ต้องการลูกมหัศจรรย์ หรือลูกเลี้ยงสวยๆ ของเขาแต่อย่างใด จนทำให้มูรินโญ่ออกมาสัมภาษณ์หลังจบฟุตบอลโลกว่าป็อกบามีทัวร์นาเม้นต์ที่สุดยอดกับทีมชาติฝรั่งเศส โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านรอบแรกไปแล้ว และยังทิ้งทายไว้ด้วยว่า กองกลางจอมตัดผมคงจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้รับคำชมจากฟอร์มการเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ ซึ่งมูรนโญ่เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาต้องการฟอร์มการเล่นและวิธีการเล่นแบบเดียวกันนี้ และทัศนคติกบบนี้ในยามที่เขาลงสนามในสีเสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปอล ป็อกบา ถือเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของทีมชาติฝรั่งเศสในชุดแชมป์ฟุตบอลโลกหนนี้ ร่วมกับเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางจอมขยันจากเชลซี ซึ่งทำให้ป็อกบาแทบไม่ต้องพะวงกับเกมรับมากนัก ซึ่งอาจจะแตกต่างจากตอนเล่นให้กับทีม “ปีศาจแดง” อยู่บ้าง แต่เมื่อยามได้บอลป็อกบาก็ทำได้ดี เมื่อออกบอลได้เร็วขึ้น และเล่นง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางจังหวะที่เสียบอลอยู่บ้าง แต่จุดอื่นของเขาก็สามารถกลบข้อผิดพลาดนี้ได้หมด ซึ่งไม่ใช่แค่โชเซ่ มูรินโญ่เท่านั้นที่อยากเห็นฟอร์มแบบนี้ของป็อกบา แต่แฟนๆ “เรด อาร์มี่” ก็อยากเห็นเช่นกัน

ทัวร์รถบัสสุดหรู

    บรรดาสโมสรต่างๆ เริ่มมีการเข้าแคมป์เก็บตัวกันแล้ว โดยเฉพาะสโมสรที่อยู่ในลีกที่เริ่มฤดูกาลเร็ว อย่างบุนเดสลีก้า และพรีเมียร์ลีก ที่บางสโมสรมีการเก็บตัวกันมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมแล้วด้วย ถึงแม้จะยังขาดนักเตะจากชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลกก็ตาม แต่นอกจากนั้นก็เริ่มกลับมาเรียกความฟิต และเตรียมความพร้อมสำหรับการพรีซีซั่นกันแล้ว โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำการเก็บตัวกันตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฏาคม แต่จะยังขาด 12 ผู้เล่นที่ทำศึกฟุตบอลโลกที่พึ่งจบไป โดยเฉพาะ 7 คนที่อยู่ในทีมชาติที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ จะได้พักต่อจากจบศึกฟุตบอลโลกอีก 3 สัปดาห์ ทำให้นักเตะเหล่านั้นจะกลับมาเข้าแคมป์กับทีม “ปีศาจแดง” อีกทีก็หลังจากการทัวร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจบลงแล้ว และอย่างเร็วก็คงจะเป็นเกมอุ่นเครื่องกับบาเยิร์น มิวนิค ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูกาลพรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ ถึงจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้ชุดผู้เล่นที่ได้ติดทีมไปทัวร์อเมริกาจะเป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลก รวมถึงบรรดาผู้เล่นดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสในการโชว์ฝีเท้าอีกหลายคน

การอุ่นเครื่องที่สหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำเป็นประจำในช่วงหลังๆ ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ มักจะทำได้ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เน้นผลการแข่งขันก็ตาม ทำให้ลูกทีมของเขาเล่นแบบผ่อนคลาย และเล่นเกมรุกกันมากขึ้น ทำให้นักเตะในแนวรุกมักโดดเด่นในช่วงพรีซีซั่นแบบนี้ อย่างเช่นฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ 2-0 ในศึก ICC Cup ที่อเมริกาด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่ เรียกนักเตะดาวรุ่งจากชุดยู 18 ขึ้นมาติดทีมหลายราย ทั้งอังเคล โกเมซ เมสัน กรีนวู๊ด ที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในชุดเยาวชนของทีม “ปีศาจแดง” เมื่อฤดูกาลที่แล้วติดทีมมาด้วย และน่าจะได้มีโอกาสไม่มากก็น้อยในช่วงพรีซีซั่นฤดูกาลนี้

สิ่งที่น่าจะได้เห็นจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงอุ่นเครื่องนี้น่าจะเป็นทีม “ปีศาจแดง” ที่มีนักเตะตัวเก๋าผสมกับดาวรุ่งอนาคตไกล และเล่นเกมรุกกันได้อย่างสนุกสนาน และเปิดเกแลกกับคู่แข่งอย่างน่าตื่นเต้น โดยไม่น่าจะมีภาพการจอดรถบัสให้เห็น เนื่องจากคงต้องการเอ็นเตอร์เทนต์แฟนบอลที่เข้ามาชมเกมด้วย แต่สิ่งที่จะได้เห็นนี้อาจจะเป็นแค่เพียงภาพลวงตา และพอเริ่มการแข่งขันในฤดูกาลจริง ภาพการจอดรถบัสก็จะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

ตัวรุกฝั่งขวาที่ขาดหาย

  สิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสกำลังมองหาก็คือนักเตะที่มีความถนัดในการเล่นเป็นกองหน้ากึ่งปีกทางกราบขวา เพื่อจะคว้าตัวมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงซัมเมอร์นี้ เนื่องจากยังเป็นตำแหน่งที่ขาดหายไปในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะอดีตกุนซือของเชลซีลองเอานักเตะเท่าที่มีมาลองเล่นในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกทางฝั่งขวาแล้วพบว่ายังไม่มีใครโชว์ผลงานได้ดีเลย โดยตัวเลือกในตอนนี้ของมูรินโญ่มีฆวน มานูเอล มาต้า กองกลางร่างเล็กชาวสเปนที่เล่นในตำแหน่งนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เจสซี่ ลินการ์ด ดาวเตะทีมชาติอังกฤษที่เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวรุ่งกองหน้ากึ่งปีก ส่วนอเล็กซิส ซานเชส ดาวเตะทีมชาติชิลี กับอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ตัวรุกชาวฝรั่งเศสก็ถนัดในการเล่นทางฝั่งซ้ายมากกว่า ทำให้ฤดูกาลที่แล้วมูรินโญ่ต้องทำการโรเตชั่นนักเตะในตำแหน่งนี้โดยตลอด และไม่มีใครได้เป็นตัวจริงแบบถาวรเลย

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจอีวาน เปริซิช ปีกทีมชาติโครเอเชียของอินเตอร์ มิลานอย่างหนักในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้ว แต่ดีลไม่คืบหน้า และดาวเตะชาวโครแอตตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมงูใหญ่พอดี ทำให้ข่าวคราวเงียบหายเข้ากรีบเมฆไป และพอดีกับตลาดนักเตะก็ปิดตัวลงในช่วงนั้นพอดี ต่อมาเป็นช่วงตลาดนักเตะที่เปิดในช่วงหน้าหนาวเดือนมกราคม ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจวิลเลี่ยน ปีกขวาชาวบราซิเลี่ยนของเชลซี ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของมูรินโญ่ในสมัยที่คุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์อยู่ด้วย แต่ด้วยค่าตัวที่ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ตั้งไว้สูงถึง 60 ล้านปอนด์ ทำให้ข่าวคราวเงียบหายไปอีกครั้งจนกระทั่งปิดฤดูกาลก็กลับมามีข่าวกับปีกวัย 29 ปีอีกครั้ง แต่ข่าวนี้มีคู่แข่งอย่างบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่จากลา ลีก้า สเปนมาร่วมวงแย่งคว้าตัวด้วย ซึ่งทำให้เชลซีมีทางเลือกในการขายมากขึ้น เพราะหากเลือกได้เชลซีคงไม่พลาดขายนักเตะคนสำคัญให้คู่ปรับร่วมลีกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกครั้งแน่ เพราะพวกเขาพึ่งพลาดขายเนมานย่า มาติช กองกลางตัวตัดเกมมาให้ทีม “ปีศาจแดง” มาแล้วเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ซึ่งต้องมาลุ้นกันดูว่าสุดท้ายแล้วโชเซ่ มูรินโญ่จะได้ใครมายืนในตำแหน่งปีกขวาของทีมในฤดูกาลนี้ เพราะว่าจะมีการซื้อนักเตะในตำแหน่งนี้อย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้ เพราะปัญหามันเรื้อรังมานานกว่า 1 ฤดูกาลแล้ว

คู่เซ็นเตอร์ตัวจริง

    ถึงแม้เมื่อฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเสียประตูน้อยที่สุดในลีกเป็นอันดับ 2 ที่ 28 ประตู เป็นรองเพียงทีมแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เท่านั้น ที่เสียไป 27 ประตู แต่แนวรับของทีม “ปีศาจแดง” ก็ยังไม่ถือว่าแข็งแกร่งเท่าไหร่ แต่พวกเขายังโชคดีที่มีดาบิด เด เกอา ยอดผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนเป็นนายทวาร คอยปัดป้องลูกยิงอันตรายของคู่แข่งได้อย่างสุดยอดตลอดฤดูกาล แต่ผลงานส่วนบุคคลในแนวรับของทีม “ปีศาจแดง” ถือว่ายังสอบไม่ผ่านแทบทุกคน โดยเฉพาะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่มักเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้ง

ฤดูกาลที่แล้วโชเซ่ มูรินโญ่ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเล็กน้อย โดยยังยืดระบบ 4-2-3-1 ที่เขาใช้มาตั้งแต่คุมทีมเอฟซี ปอร์โต้เป็นแผนหลัก แต่ได้มีการใช้ระบบ 3-5-2 เข้ามาเสริมในบางแมตช์ด้วย ซึ่งมีนัดที่ทำผลงานได้ดีบ้าง และไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป โดยตัวรับริมเส้นกุนซือโปรตุกีสมีการใช้งานที่ตายตัว และไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง แบ็คขวาจะเป็นอันโตนิโอ วาเลนเซีย และทางฝั่งซ้ายเป็นแอชลี่ย์ ยังโดยตลอดหากไม่มีใครบาดเจ็บ หรือติดโทษแบน แต่ในส่วนของปราการหลังตัวกลางนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบกองหลัง 4 คนหรือ 3 คน ดูเหมือนว่า “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ยังหาคู่ที่เป็นเซ็นเตอร์ ฮาล์ฟตัวจริงไม่ได้เลย ซึ่งต่างจากตอนที่เขาเคยคุมทีมอื่นประสบความสำเร็จ อย่างเช่นช่วงที่คุมเชลซีครั้งแรก เขาใช้จอห์น เทอร์รี่ ประกบคู่กับริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ตลอด ส่วนยุคอินเตอร์ มิลาน เขาก็มีลูซิโอ กับวอลเตอร์ ซามูเอลเป็นหลัก

นักเตะที่น่าจะไว้ใจได้ที่สุดในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเวลานี้น่าจะเป็นเอริค ไบญี่ ปราการหลังชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่ดูดีสุด แต่ฤดูกาลที่แล้วกองหลังวัย 24 ปีมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้ง จนทำให้มูรินโญ่ต้องสลับใช้กองหลังลงสนามแต่ละนัด ซึ่งมีทั้งคริส สมอลลิ่ง ฟิล โจนส์ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ และมาร์กอส โรโฮ ที่หมุนเวียนกันลงสนาม แต่ผลงานแต่ละคนกลับออกมาไม่ค่อยดี และก็มีการทำผิดพลาดกันทุกคน ซึ่งในฤดูกาลนี้ทีม “ปีศาจแดง” ตกเป็นข่าวว่ากำลังมองหากองหลังรายใหม่เข้ามาเสริมทีมด้วย โดยมีโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ จากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และแฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ทั้ง 2 คน ซึ่งอาจจะได้คนใดคนหนึ่งมาร่วมทีม และคาดว่าจะเป็นคู่ตัวจริงกับเอริค ไบญี่ในฤดูกาลนี้

การเสริมทัพที่เปลี่ยนไป

  ตั้งแต่ที่สร้างชื่อกับเอฟซี ปอร์โต้ จนพาทีมดังจากบ้านเกิดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เมื่อปี 2003-2004 จนมาถึงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” หรือโชเซ่ มูรินโญ่ มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้แท็คติกในสนาม รวมถึงการซื้อนักเตะมาร่วมทีม ซึ่งแต่ละลีกที่เขาเลือกไปคุมทีม ก็จะมีแผนการซื้อนักเตะที่แตกต่างกันออกไป และมีแบบแผนในการเลือกใช้นักเตะในแต่ละตำแหน่งอยู่แล้ว

อย่างช่วงที่ย้ายไปคุมทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน เขาเลือกซื้อนักเตะแนวรุกเข้ามาเสริมทีมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งดิเอโก้ มิลิโต้ ซามูเอล เอโต้ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า และเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ เป็นต้น ส่วนตอนที่ย้ายไปคุมทีมเรอัล มาดริดในสเปน ก็คว้าตัวลูก้า โมดริช อังเคล ดิ มาเรีย และเมซุต โอซิล มายังถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อตัวนักเตะของโชเซ่ มูรินโญ่ในการคุมทีมในกัลโช่ เซเรีย อา และลา ลีก้า สเปน กุนซือชาวโปรตุกีสค่อนข้างเปิดกว้าง และไม่เกี่ยงว่าจะตัวเล็ก หรือมีความเร็วไม่มากนัก อาจเพราะด้วยสไตล์การเล่นของลีกนั้นๆ ด้วย ส่วนช่วงที่คุมทีมในพรีเมียร์ลีก และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การซื้อตัวของกุนซือสมองเพชรจะเน้นที่นักเตะร่างใหญ่ และมีความแข็งแกร่งของร่างกายเสมอ ทั้งดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิกาเอล เอสเซียง เนมานย่า มาติช และโรเมลู ลูกากู หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการซื้อนักเตะในตอนที่เขาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกจะเน้นนักเตะร่างใหญ่เป็นหลัก แต่ช่วงซัมเมอร์นี้กลับมีความผิดแปลกไป เมื่อรายแรกที่เขาคว้าตัวหลังปิดฤดูกาลที่แล้วก็คือเฟร็ด กองกลางร่างเล็กชาวบราซิเลี่ยนจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ มาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะสเป็คที่แตกต่างจากนักเตะที่เขาซื้อมาร่วมทีมอย่างสิ้นเชิง รวมถึงดิเอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คดาวรุ่งชาวโปรตุกีสก็ด้วย เพราะกุนซือวัย 55 ปี มักไม่ค่อยใช้งานนักเตะดาวรุ่ง และมักชอบซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์สูงมาร่วมทีมมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงของโชเซ่ มูรินโญ่ในครั้งนี้ อาจจะเป็นการเดิมพันของเขาในฤดูกาลนี้ก็ได้ เพราะรูปแบบการเล่นของเขามักถูกคู่แข่งจับทางได้ และคู่แข่งมักรู้อยู่แล้วว่ากุนซือรายนี้จะมาไม้ไหน ทำให้ช่วงหลังเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จในการคุมทีม ฤดูกาลนี้อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของทีม “ปีศาจแดง” ก็ได้

โอกาสสุดท้ายของ “มู”

   

   ผ่านมาแล้ว 2 ฤดูกาล สำหรับการร่วมงานกันระหว่างโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีส กับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมของพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าผลงานที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าจอใจนัก เพราะอดีตกุนซือเอฟซี ปอร์โต้ เชลซี อินเตอร์ มิลาน และเรอัล มาดริด สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เพียงถ้วยยูโรป้า ลีก ลีก คัพ และคอมมูนิตี้ ชีลด์ เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับสาวก “เรด อาร์มี่” เท่าที่ควร แถมสไตล์การเล่นก็ยังไม่ถูกจริตกับแฟนบอลที่ดูทีมรักเล่นเกมรุกแบบโหมกระหน่ำตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน

ด้วยเงินลงทุนที่ทุ่มซื้อนักเตะไปไม่น้อยตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งเอริค ไบญี่ เนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส โรเมลู ลูกากู บอร์ดบริหารของสโมสรคงไม่ได้ยินดีเพียงแค่การคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้เป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงต้องการกลับไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 5 ฤดูกาลแล้ว หลังจากหมดยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่อำลาทีมไปในปี 2013 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของทีมอีกด้วย ซึ่งจาก 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาของโชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถือว่าทีมมีพัฒนาการในลีกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากกุนซือ 2 คนก่อนหน้า ทั้งในยุคของเดมิด มอยส์ ที่ทำได้เพียงอันดับที่ 7 หรือหลุยส์ ฟาน กัล ที่คุมทีม 2 ฤดูกาล และทำได้ดีที่สุดแค่เพียงอันดับ 4 เท่านั้น

ฤดูกาลแรกของมูรินโญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้องเจอกับปัญหาในการทำประตูอย่างหนัก ทำให้ทีมมีผลเสมอมากเกินไป จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 แต่กุนซือชาวโปรตุกีสยังเอาตัวรอดมาได้ด้วยผลงานพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ หลังเอาชนะอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ทำให้พวกเขาคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลต่อมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ก่อนเริ่มฤดูกาล ทำให้มูรินโญ่รอดตัวไปได้ แต่ในฤดูกาลต่อมาทีม “ปีศาจแดง” กลับจบฤดูกาลแบบมือเปล่า ถึงแม้ว่าอันดับภายในลีกจะกระโดดขึ้นมาเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็มีคะแนนเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่เป็นแชมป์ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว แถมศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ ที่ได้เข้าชิงชนะเลิศ ก็ดันไปพ่ายให้กับเชลซี อดีตทีมเก่าของเขา 0-1 จากประตูโทนจากจุดโทษของเอแดน อาซาร์ ทำให้ฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกกดดันอย่างหนัก และสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการจากเขาในปีนี้ก็คือแชมป์เท่านั้น