บทบาทของเฟร็ด

     การย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดของเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ด้วยค่าตัวสูงถึง 50 ล้านปอนด์นั้น แน่นอนว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ จะต้องให้เขาลงสนามเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน แต่คำถามก่อนเริ่มฤดูกาลที่ผ่านมาก็คือว่ากุนซือชาวโปรตุกีสจะให้กองกลางทีมชาติบราซิลชุดลุยฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเล่นในบทบาทไหน หรือว่าให้ลงแทนใคร ซึ่งจากช่วงของการอุ่นเครื่องที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นแน่ชัดนัก เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้เล่นในรูปทรงเกมที่พวกเขาจะใช้ในฤดูกาลนี้เลย แต่ว่าเป็นการเล่นแบบรถบัสในหลายๆ นัดที่ทำการอุ่นเครื่อง โดยเฉพาะนัดที่พบกับบาเยิร์น มิวนิคที่เป็นนัดสุดท้ายของการพรีซีซั่น ที่พวกเขาไม่ได้ทำการบุกใส่คู่แข่งเลยตลอด 90 นาที ทำให้ไม่ได้เห็นวิธีการเล่นของเฟร็ดอย่างชัดเจนมากนัก

แต่พอมาในนัดเปิดฤดูกาลที่โชเซ่ มูรินโญ่วางหมากมาในระบบ 4-3-3 ที่มีกองกลาง 3 คนประกอบไปด้วยปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก อันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนที่ถูกดัดแปลงมาจากการเล่นกองกลางตัวรุกมาก่อน และเฟร็ดซึ่งทำหน้าที่คอยวิ่งไล่ตัดเกมคู่แข่ง และเป็นคนวิ่งเข้าหาบอลเป็นคนแรกตลอดในแดนกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยมีปอล ป็อกบาคอยสอดประสาน และให้อันเดรส เปไรร่าเป็นคนคอยตัดดักบอลก่อนหลุดไปถึงเขตโทษ ซึ่งก็คือรับหน้าที่เหมือนเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางของเชลซีในยามที่เล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสนั่นเอง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กับปอล ป็อกบา กองกลางคนสำคัญของทีมมากที่สุด เพื่อที่จะให้ป็อกบาผ่อนแรงในเกมรับลง และเอาแรงไปให้ในการปั้นเกมรุกมากขึ้น ส่วนเฟร็ดเวลาได้บอลก็จะรีบออกบอลเร็วทันที หากมีเพื่อนร่วมทีมอยู่ใกล้ๆ หรืออาจจะมีวางบอลยาวบ้าง หากว่ากองหน้าของทีมอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ หรือว่าประกบกันแบบ 1-1

จากนัดอย่างเป็นทางการที่ผ่านมาถือว่ากองกลางวัย 25 ปีทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายบอลพลาดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และมันก็ไม่ได้เสียหายจนถึงเสียประตูแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวเข้ากับระบบการเล่น และกับเพื่อนร่วมทีมอีกซักระยะ รวมถึงจังหวะบอลที่เร็วขึ้นของศึกพรีเมียร์ลีกด้วย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สอบผ่านทีเดียวสำหรับเขา แต่นัดต่อๆ ไปเราอาจจะได้เห็นมิติของกองกลางรายนี้มากกว่านี้ก็ได้

 

เหมือนได้นักเตะใหม่

    หลังจากที่มีการเข้าแคมป์เก็บตัวในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมีชื่อของนักเตะอย่างอันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนอยู่ในทีมด้วย ซึ่งตอนแรกแฟนบอลทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีความเชื่อว่ากองกลางดาวรุ่งรายนี้ไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมของโชเซ่ มูรินโญ่แต่อย่างใด และอาจจะถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปอีก 1 ฤดูกาลด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ากุนซือชาวโปรตุกีสผ่าตัดแปลงโฉมอันเดรส เปไรร่าเสียใหม่หมด จากนักเตะเกมรุกที่เล่นเป็นตัวริมเส้นเป็นหลักในช่วง 2 ปีหลัง กลับกลายมาเป็นมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลในแดนกลาง ประหนึ่งเป็นอันเดรีย ปิร์โล่ อดีตกอกลางทีมชาติอิตาลีประมาณนั้น ซึ่งผลงานที่ออกมาในช่วงของเกมอุ่นเครื่องก็ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสเล่นให้กับทีมมากน้อยแค่ไหนในฤดูกาลนี้

แต่ในนัดแรกของฤดูกาลที่สถานการณ์ค่อนข้างบังคับทีเดียว ทำให้อันเดรส เปไรร่า กองกลางวัย 22 ปีได้ลงสนามเป็นตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในนัดที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ทันที เนื่องจากนักเตะแดนกลางคนอื่นๆ นั้นยังไม่พร้อม ทั้งเนมานย่า มาติช กองกลางทีมชาติเซอร์เบียที่บาดเจ็บจนต้องผ่าตัด อันเดร์ เอร์เรร่าก็ได้รับบาดเจ็บพอดี รวมถึงมารูยาย เฟลไลนี่ก็พึ่งกลับมาซ้อมได้ไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ก็ยังไม่นิ่งพอในบทบาทนี้ ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เลือกใช้เปไรร่าลงเป็นตัวจริงทันที ซึ่งถือว่าสอบผ่าน และทำผลงานช่วยทีมได้ดีทีเดียว ซึ่งเขาได้ติวเตอร์ที่ดีอย่างไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ฤดูกาลนี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นสต๊าฟโค๊ชของโชเซ่ มูรินโญ่แทน และเป็นคนติวให้อันเดรส เปไรร่ากับบทบาทใหม่ในตำแหน่งนี้ด้วย ซึ่งในจังหวะที่เขาถูกเพรสซิ่งจากคู่แข่งถือว่าเขามีสัญชาติญานการเอาตัวรอดที่ดีทีเดียว เนื่องจากมีทักษะที่ดีและมีความเป็นนักเตะบราซิเลี่ยนอยู่ในตัวด้วย รวมถึงการวางบอลยาวที่ได้เสียค่อนข้างแม่นยำทีเดียว ทำให้ทีมได้ประโยชน์จากตรงนี้มากทีเดียว ซึ่งเหมือนเป็นการได้นักเตะใหม่มาสู่ทีมเลยก็ว่าได้ เนื่องจากหากเขายังเล่นตัวรุกแบบเดิม และไม่ยอมปรับมาเล่นในแบบที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปล่อยยืมตัว หรือการขายขาดก็ตาม เพราะเขาไม่ใช่ตัวรุกในแบบที่มูรินโญ่ต้องการ

ผู้อำนวยการฟุตบอลคนแรก

    หลังจากที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสื่อสำนักพิมพ์ต่างๆ เล่นงานอย่างหนักในเรื่องของการดำเนินการซื้อตัวที่ล่าช้า และประสบความล้มเหลวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา จนทำให้พวกเขาพลาดคว้าตัวนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของทีมต้องการไปในที่สุด ซึ่งคงมีหลายปัจจัยที่ต้องอธิบาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงมาจากการตั้งค่าตัวที่สูงเว่อร์เสียจนทีม “ปีศาจแดง” ไม่กล้าเข้าไปเอี่ยวด้วย ทั้งโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังวัย 29 ปีที่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 60 ล้านปอนด์เป็นอย่างน้อย หรือทางแฮร์รี่ แม็คกวายที่พึ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานก็ถูกเลสเตอร์ ซิตี้โก่งไปถึง 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้มีตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรเหมือนอย่างทีมอื่นๆ ในยุคนี้ ทำให้ไม่ได้มีคนรับผิดชอบกับตำแหน่งหน้าที่ในการซื้อขายนักเตะอย่างจริงจัง จนทำให้เอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่เป็นประธานบริหารสโมสรเข้ามาดูแลในส่วนนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงเขาไม่ได้มีความถนัดและช่ำชองในเรื่องฟุตบอลซักเท่าไหร่ ซึ่งเขาเก่งในเรื่องของการหากำไรให้แก่สโมสรมากกว่า ทำให้พวกเขาเตรียมจะทำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลเป็นคนแรกของสโมสรเข้ามารับตำแหน่ง โดยหวังจะให้ทันในช่วงของซัมเมอร์นหน้า

การจะทำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลเข้ามาไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งขึ้นมาได้เลย คือต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกันใหม่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีแผนการจะแต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬาขึ้นมาก่อน ในยุคการคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือของสโมสร แต่ตอนนั้นกุนซือผู้พาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมายไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะเป้นการทารอำนาจของเขา และอาจจะทำให้เขาไม่สามารถเลือกซื้อนักเตะได้ตามที่ต้องการ แต่ในฟุตบอลสมัยใหม่นั้นหลายสโมสรได้มีการแต่งตั้งกันไปแล้วหลายทีม รวมทั้งทีมจากในอังกฤษก็เริ่มมีกันไปแล้วด้วย อย่างทางอาร์เซน่อล เชลซี หรือลิเวอร์พูลก็ตาม ที่ได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลกันไปก่อนแล้ว แต่ทีมจากลีกอื่นๆ เขามีกันมานานแล้วด้วยซ้ำกับตำแหน่งนี้ ซึ่งบางทีมจะถูกเรียกว่าผู้อำนวยการกีฬา เพราะบางสโมสรไม่ได้มีแค่ทีมฟุตบอลอย่างเดียว แต่จะมีทีมบาสเก็ตบอลด้วย อย่างเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า รวมถึงบาเยิร์น มิวนิคด้วย โดยตอนนี้ทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เล็งทางมอนชี่ ยอดผู้อำนวยการชื่อดังของทางโรม่า และฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการสโมสรยูเวนตุส ที่เป็นตัวเต็งที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนแรกนี้ในปีหน้า

กัปตันป็อก

    หน้าที่กัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มไม่มีความแน่นอนหลังจากการจากไปของเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสร ที่ย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของทีมไม่ได้มีการแต่งตั้งให้ใครเข้ามาสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นประจำเลยนับจากนั้นมา แต่จะเป็นที่ทราบกันดีในหมู่แฟน “ปีศาจแดง” ว่ากุนซือวัย 55 ปีจะเลือกนักเตะที่อยู่กับทีมมานานที่สุดเป็นหลัก่อน โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วกัปตันทีมในหน้าที่คือไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ถูกแต่งตั้งโดยโชเซ่ มูรินโญ่ ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ทั้งๆ ที่ตอนนั้นแฟนบอลแอบเชียร์อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปนที่น่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด แต่พอให้ตำแหน่งกัปตันทีมแก่ไมเคิ่ล คาร์ริคไปแล้ว แต่กองกลางตัวเก๋าดันมามีปัญหาด้านสุขภาพจนแทบไม่ได้ลงสนามทั้งฤดูกาล และสุดท้ายก็ต้องแขวนสตั๊ดในที่สุด เมื่อฤดูกาลที่แล้วตำแหน่งกัปตันทีมส่วนใหญ่จึงตกเป็นของอันโตนิโอ วาเลนเซีย แบ็คขวาตัวเก๋าชาวเอกวาดอร์ ที่จะได้รับหน้าที่เป็นหลัก หากไม่ได้ลงสนามปลอกแขนกัปตันทีมก็จะสลับมาอยู่กับแอชลี่ย์ ยังบ้าง หรือคริส สมอลลิ่งบ้าง หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบาบ้าง แล้วแต่ว่าใครได้โอกาสลงสนามในเกมนั้นๆ

แต่ในฤดูกาลใหม่นี้ที่ตอนแรกโชเซ่ มูรินโญ่ได้พูดในช่วงพรีซีซั่นอย่างชัดเจนแล้วว่าอันโตนิโอ วาเลนเซียจะเป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ แต่หลังจากมีข่าวการย้ายทีมกับทางบาร์เซโลน่า ทำให้มูรินโญ่เปลี่ยนปลอกแขนกัปตันทีมมามอบให้กับปอล ป็อกบา กองกลางดีกรีแชมป์โลกโดยทันที ซึ่งอาจจะเป็นการเป็นชั่วคราวจนกว่าวาเลนเซียจะหายเจ็บกลับมาก็ได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่ป็อกบาจะได้เป้นแบบถาวรหลังจากนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วกองกลางวัย 25 ปีก็มีความเหมาะสมทุกประการกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ เนื่องจากหากใครติดตามโซเชี่ยล มีเดียร์ของนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเห็นได้ว่าเขามีความเป็นผู้นำสูงมาก และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีม รวมถึงมีภาวะผู้นำในห้องแต่งตัวด้วย จะเห็นได้จากวีดีโอของทีมชาติฝรั่งเศสที่เขาเป็นคนพูดปลุกใจเพื่อนร่วมทีมในช่วงก่อนเกม รวมถึงช่วงพักครึ่งเวลาด้วย ซึ่งไม่ว่าเหตุผลในการให้ตำแหน่งกัปตันทีมแก่ปอล ป็อกบาในครั้งนี้จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม แต่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งต้องมาดูผลงานในสนามของเขาในฤดูกาลนี้ด้วยว่าจะทำได้เหมือนกับตอนเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสหรือไม่

บทความจาก scr888

 

ตกยุคแล้ว

    หลังจากที่พาทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาล 2014-2015 หลังจากนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนว่าโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มที่จะมีผลงานที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และยังไม่สามารถพาทีมที่คุมกลับไปค้าแชมป์ลีกได้อีกเลย โดยเขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ในช่วงกลางฤดูกาลต่อมาทันที เมื่อพาทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ ตกไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางการแข่งขัน และถูกโรมัน อบราโมวิชไล่ออกในช่วงเดือนธันวาคม 2015 หลังจากนั้นมาเขาก็ว่างงานอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะจับเซ็นต์สัญญาไปคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยสัญญา 3 ปีแถมออปชั่นในการต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีด้วย

ซึ่งฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าโล่ห์คอมมูนิตี้ ชิลด์มาครองได้สำเร็จ และถึงแม้ว่าจะพาทีมทำได้แค่จบอันดับที่ 6 ของตารางก็ตาม แต่ในฤดูกาลนั้นเขาพาทีม “ปีศาจแดง” ได้ทั้งแชมป์ลีก คัพ รวมถึงแชมป์ยูโรป้า ลีก ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสโมสรที่คว้าแชมป์นี้ได้ด้วย และที่สำคัญคือการพาทีมได้โควต้ากลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำผลงานในลีกได้ดีขึ้น เมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 2 ของตาราง โดยทำคะแนนได้ถึง 81 คะแนนเลยทีเดียว แต่ก็กลายเป็นทีมรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เมื่อตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว รวมถึงการวืดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อพ่ายให้กับเชลซีในนัดชิงชนะเลิศด้วย ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เริ่มได้รับความกดดันอีกครั้ง

ในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ก็เริ่มถูกโจมตีหนักขึ้นจากฟอร์มการเล่นในช่วงที่อุ่นเครื่องที่ผ่านมา เนื่องจากรูปเกมของพวกเขานั้นไม่สามารถสู้ใครได้ซักทีมเลย โดยเฉพาะนัดล่าสุดกับบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาได้โอกาสครองบอลเพียง 23% เท่านั้น และสามารถหาโอกาสในการทำประตูได้เพียงแค่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่จะทำได้เพียงแค่นี้ และเล่นแบบไม่มีทรงการขึ้นบอลใดๆ เลยด้วย ทำให้แฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้เริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ยุคของโชเซ่ มูรินโญ่นั้นได้หมดลงแล้ว และสโมสรควรทำการเปลี่ยนแปลโดยเร็ว เพราะหากทีมเล่นได้แค่นี้ ฤดูกาลนี้คงเละไม่เป็นชิ้นดีแน่

 

ยังไม่ดีพอ

    ถึงแม้ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสจะสามารถคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็ถูกทิ้งไปถึง 19 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้มากที่สุดจากที่ผ่านมา และมาในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ต้องตกไปเป็นเต็ง 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการคาดการณ์จากบ่อนพนันที่ประเทศอังกฤษทุกสำนัก โดยถูกลิเวอร์พูล คู่รักคู่แค้นแซงหน้าไปเป็นเต็ง 2 ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมในช่วงซัมเมอร์นี้นั่นเอง ที่ทางทีม “หงส์แดง” ใช้งบประมาณซื้อตัวนักเตะไปกว่า 170 ล้านปอนด์ และได้นักเตะชั้นนำมาร่วมทีมถึง 4 ราย รวมถึงเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ของเซาต์แธมตันที่พวกเขาซื้อมาเมื่อเดือนมกราคมด้วย ทำให้พวกเขามีขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงแก้ไขจุดอ่อนของพวกเขาในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย ทำให้ถูกมองว่าจะเป็นเต็ง 2 ในฤดูกาลนี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องหล่นมาเป็นอันดับที่ 3

หากวัดจากขุมกำลังแล้วก็คงต้องบอกว่าสิ่งที่บ่อนรับพนันที่ถูกกฏหมายของอังกฤษออกมานั้น ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว เนื่องจากทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นยังมีจุดอ่อนที่กุนซือชาวโปรตุกีสยังแก้ไขไม่ได้ นับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งที่เห็นชัดๆ สิ่งแรกก็คือปราการหลังตัวกลางที่กุนซือวัย 55 ปียังหาตัวหลักในแนวรับไม่ได้เลย โดยมีเพียงเอริค ไบญี่รายเดียวเท่านั้นที่เขาดูจะมั่นใจที่สุด ส่วนคนอื่นๆ นั้นยังถือว่าสอบไม่ผ่าน ส่วนอีกตำแหน่งที่มูรินโญ่ตามหาอยู่ก็คือตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวานั่นเอง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาลองจับทั้งมาร์คัส แรชฟอร์ด และเจสซี่ ลินการ์ดมาลองเล่นดูแล้ว ก็ไม่มีใครทำผลงานได้ดีซักคน

และอีกสิ่งหนึ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ยังไม่ได้แก้ไขเลยก็คือตำแหน่งแบ็คทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งแบ็คขวาที่มีอันโตนิโอ วาเลนเซีย ดาวเตะตัวเก๋าเป็นตัวหลักมาโดยตลอด ซึ่งถึงแม้ว่าดาวเตะทีมชาติเอกวาดอร์จะมีทั้งความแข็งแกร่ง และความเร็ว แต่โดยธรรมชาติแล้วเขาเล่นเป็นปีกขวามาโดยตลอด และด้วยอายุที่มากขึ้นถึง 33 ปีแล้วด้วย ทำให้สภาพร่างกายของเขาก็เริ่มโรยลาลงทุกทีแล้ว ส่วนแบ็คซ้ายที่หลังๆ มานี้มูรินโญ่จะเลือกใช้แอชลี่ ยัง อดีตปีกมาเป็นตัวเลือกแรก ซึ่งปัญหาของเขาก็เหมือนกับทางวาเลนเซีย คืออายุมากแล้ว ซึ่งนี่คือจุดที่มูรินโญ่ยังไม่ได้แก้ไขเลยด้วยซ้ำ

เต็มที่แค่ 1

    ก่อนหน้านี้ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวกับนักเตะมากหน้าหลายตา ทั้งช่วงก่อนปิดฤดูกาล จนมาถึงหลังจบฟุตบอลโลกไปแล้วก็มีข่าวกับนักเตะอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะเปลี่ยนคนไปบ้างตามสถานการณ์ แต่เวลาล่วงเลยมาเข้าเดือนสิงหาคมแล้ว แต่พวกเขากลับยังได้นักเตะมาเพียง 3 รายเท่านั้น คือเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ดิโอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คชาวโปรตุกีสจากเอฟซี ปอร์โต้ และลี แกรนต์ นายประตูจอมเก๋าที่จะเอามาเป็นมือ 3 จากสโต๊ค ซิตี้ ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วทั้ง 3 นักเตะที่ได้ตัวมาร่วมทีม ยังไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้เลย ซึ่งจากข่าวที่ออกมาตลอดว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ ได้ให้สัมภาษณ์ตลอดว่าเขาต้องการนักเตะในตำแหน่งกองหลัง และตัวรุกด้านขวา ซึ่งตัวรุกด้านขวานั้นกุนซือชาวโปรตุกีสพูดว่าอยากได้มาตั้งแต่ซัมเมอร์ปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่จนถึงบัดนี้กลับยังไม่มีนักเตะในตำแหน่งนั้นเข้ามาสู่ทีมเลย ซึ่งตอนนี้เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์แล้วด้วยที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดลงในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และหลังจากนั้นจะซื้อใครไม่ได้อีกแล้ว ทำให้ความหวังของสาวก “เรด อาร์มี่” ค่อนข้างจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ซึ่งจากตอนแรกที่ก่อนตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดตัวลง คาดว่าจะได้นักเตะใหม่ตบเท้าเข้าสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน้อยซัก 2 ราย แต่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าได้มาตัวเดียวก็บุญแล้ว เพราะข่าวการซื้อขายนักเตะของทีมก็เริ่มซา และเงียบขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาของตลาดซื้อขายนักเตะที่งวดเข้ามา แทนที่จะมีข่าวหนักขึ้น แต่กลับเงียบอย่างไร้ความหวัง

หากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมอีกเพียงรายเดียวนั้น นักเตะที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดคงจะเป็นนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่พวกเขามีข่าวมาตลอดในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขามีข่าวกับโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะต้องเจอกันในนัดแรกของพรีเมียร์ลีก และล่าสุดคือเยอร์รี่ มิน่า กองหลังทีมชาติโคลอมเบียของบาร์เซโลน่า ที่ต้องการย้ายทีมและกำลังมีข่าวมาแรงในช่วงนี้ แต่ในส่วนข่าวของตัวรุกริมเส้นทางขวานั้นหายเข้ากรีบเมฆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิลเลี่ยน อันเต เรบิช หรืออีวาน เปริซิช นั้นแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย หรืออาจจะไม่ได้ใครเลยด้วยซ้ำ

หมดความอดทน

   หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลถึง 1-4 ถึงแม้ว่าจะเป็นศึกอุ่นเครื่องอินเตอร์เนชั่นส์แนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ICC 2018 ก็ตาม แต่เริ่มมีกระแสว่าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มรับไม่ได้กับผลการแข่งขัน และแนวทางการเล่นของทีมในยุคของกุนซือชาวโปรตุกีสแล้ว เนื่องจากกุนซือที่เป็นต้นตำรับในการจอดรถบัสไว้ในสนามก็ยังเล่นด้วยวิธีการตั้งรับเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมที่ไม่มีความหมายก็ตาม ซึ่งด้วยนักเตะที่ทำศึกฟุตบอลโลกในรอบลึกๆ ยังไม่ได้เข้ามาเก็บตัวกับทีม ทำให้ตัวเลือกการใช้นักเตะของมูรินโญ่ก็มีไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมอุ่นเครื่องอยู่แล้ว ก็ควรจะเป็นเกมที่เป็นโอกาสของเด็กดาวรุ่งที่ควรจะได้ลงสนามอยู่แล้ว โดยในชุดที่ทำการพรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกาพวกเขามีอันเดร์ เอร์เรร่า ฆวน มาต้า เอริค ไบญี่ มัตเตโอ ดาร์เมี่ยนเท่านั้นที่เป็นผู้เล่นจากทีมชุดใหญ่ ส่วนรายอื่นๆ ยังได้พักร้อนต่อ หรือพึ่งเข้ามาเก็บตัวกับทีม จึงต้องเรียกความฟิตอีกซักระยะหนึ่ง ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่จะมีปัญหาในการจัดทัพในช่วงแรกของฤดูกาลอย่างแน่นอน เนื่องจากนัดเปิดฤดูกาลในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ที่จะพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่นักเตะที่ช่วยทีมชาติเข้าถึงรอบรองชนะเลิศจะพึ่งกลับมาเข้าแคมป์เก็บตัวกับทีมเท่านั้น และความฟิตคงจะยังไม่มีเพียงพอที่จะลงสนาม ทำให้พวกเขาจะต้องใช้ชุดนักเตะที่แพ้ให้กับลิเวอร์พูลนัดนี้เป็นหลัก ซึ่งจะต้องขาดกองหน้าตัวเป้าอย่างแน่นอน โชเซ่ มูรินโญ่จึงต้องจับอเล็กซิส ซานเชซไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือไม่มีตัวสนับสนุนดาวเตะทีมชาติชิลีในแดนหน้าเลย ทำให้เขาต้องลงมาล้วงบอลเองอยู่บ่อยครั้ง

ในช่วงก่อนเกมที่จะแพ้แฟนบอลที่หน้าสนามแข่งเริ่มมีการทำป้าย Jose Out ที่ต้องการจะสื่อไปถึงสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่าให้ทำการปลดโชเซ่ มูรินโญ่ออกจากตำแหน่งซะ ซึ่งอาจจะมีหลายปัจจัยและหลายเหตุผลต่างๆ กันไป แต่สิ่งที่หนึ่งที่แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะคิดเหมือนกันในช่วงนี้คือเริ่มหมดความอดทนกับวิธีการเล่นของทีมรักเหลือเกิน ที่ตั้งรับกันเป็นชีวิตจิตใจ คือเหมือนอยู่ในสายเลือดไปแล้ว และพอเวลาได้บอลก็เหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยถูก แล้วก็จะเสียบอลและกลับไปเล่นเกมรับใหม่อีกครั้ง และจะวนแบบนี้ไปตลอด 90 นาที

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์สล็อตออนไลน์

ความชำนาญของ “เอ็ด”

            เอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แฟนๆ ต่างเข้าใจกันว่าเขาเป็นคนที่จะคอยเจรจาซื้อขายตัวนักเตะในยามที่กุนซือของทีมได้ให้ลิสต์รายชื่อนักเตะที่ต้องการได้มาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาจะสำเร็จหรือล้มเหลวจะขึ้นอยู่กับเขาคนเดียวเท่านั้น หากว่าได้งบประมาณจากตระกูลเกลเซอร์ที่เป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว

แต่จากการติดตามการทำงานของวู๊ดเวิร์ดที่เคยทำงานเกี่ยวกับด้านภาษีมาก่อนจะเก่งไปในทางหาเงินเข้าสโมสรมากกว่าที่จะเจรจาซื้อตัวนักเตะมาร่วมทีม โดยเขาหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีม “ปีศาจแดง” ได้อย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของชื่อสนามซ้อม สปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อ และป้ายสปอนเซอร์ที่อยู่ในสนามเวลาลงแข่งขันด้วย ซึ่งเขาหาเงินเข้าสู่สโมสรได้ดีมาโดยตลอดตั้งแต่มารับตำแหน่งแทนที่เดวิด กิลล์เมื่อปี 2012 แต่ในเรื่องของการเจรจาซื้อตัวนักเตะนั้นเขากลับทำได้อย่างล่าช้า ถึงแม้ว่าจะได้นักเตะตามเป้าหมายที่เหล่ากุนซือต้องการมาโดยตลอดก็ตาม อย่างกรณีของโรเมลู ลูกากูเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่เหมือนพวกเขาจะไปปาดหน้ามาจากเชลซีได้ แต่ภายหลังมีการออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาเจรจากับทางเอฟเวอร์ตันมาตั้งหลายเดือนแล้ว กว่าจะมาลุล่วงก็ในช่วงกลางปีพอดี และในรายของเฟร็ด กองกลางคนล่าสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน ที่มีการเจรจามาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว

สิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่มีเหมือนทีมอื่นๆก็คือสปอร์ต ไดเร็คเตอร์ หรือผู้อำนวยการกีฬาที่จะคอยเจรจาซื้อตัวนักเตะ รวมถึงจะสรรหานักเตะมากความสามารถเข้าสู่สโมสรด้วย อย่างมอนชี่ ผู้อำนวยการกีฬาของทางโรม่า ที่ได้รับการยอมรับว่าหานักเตะดาวรุ่งได้เก่งที่สุดในโลก ส่วนเชลซีก็เคยมีไมเคิ่ล เอเมนาโล่ ที่เคยมีปัญหากับอันโตนิโอ คอนเต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ตอนนี้ไปทำงานกับโมนาโกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตำแหน่งนี้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านฟุตบอลโดยตรง ซึ่งต่างจากเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่เหมือนกำลังทำงานควบกัน 2 ตำแหน่ง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงไปด้วย ซึ่งทีมฟุตบอลสมัยใหม่ควรจะต้องมีตำแหน่งสำคัญตำแหน่งนี้ ซึ่งหลายๆ สโมสรยักษ์ใหญ่ก็เริ่มก่อตั้งตำแหน่งนี้กันมาซักพักแล้ว ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าทีมที่มีผู้อำนวยการกีฬาจะซื้อนักเตะได้ค่อนข้างเข้าตาแฟนบอลโดยตลอด ซึ่งตำแหน่งนี้จะมีหน้าที่คุยกับผู้จัดการทีมว่าต้องการนักเตะประเภทไหนถึงจะไปสรรหามาให้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันในภาษาฟุตบอลมากกว่ามาคุยกับซีอีโอของสโมสรอย่างแน่นอน และเป็นสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดควรจะมีในเร็วๆ นี้

ดาวรุ่งไม่ได้เกิด

    โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมเครียดชาวโปรตุเกส ขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรที่ไม่ค่อยชอบให้โอกาสดาวรุ่งในการลงสนาม ไม่ว่าจะไปคุมทีมไหนลีกไหนก็ตาม ทั้งกับเชลซี อินเตอร์ มิลาน เรอัล มาดริด และล่าสุดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน ที่ตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อปี 2016 เขาก็ยังไม่ได้ดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาสูทีมชุดใหญ่ของ “ปีศาจแดง”อย่างเป็นกิจลักษณะเลย โดยเห็นจะมีเพียงสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางชาวสก็อตแลนด์เพียงรายเดียวเท่านั้นที่ได้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งอันที่จริงดูเหมือนว่าจะเป็นคำสั่งเสียมาจากเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสียด้วยซ้ำ เนื่งอจากเคยมีการจับภาพได้ว่าบรมกุนซือเลือดสก็อตต์ได้มีการชี้ไปที่ดาวเตะรุ่นลูกและพูดอะไรบางอย่างกับโชเซ่ มูรินโญ่ และหลังจากนั้นมาดาวเตะวัย 21 ปีก็เริ่มได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่บ่อยขึ้น ส่วนในรายของมาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษก็เป็นนักเตะที่หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ทิ้งมรดกไว้ให้แล้วมากกว่า แต่พอกุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” เข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ฟอร์มของเจ้าหนูแรชฟอร์ดก็ไม่เคยกลับไปโดดเด่นเหมือนช่วงขึ้นมาใหม่ๆ ในยุคของอาจารย์หลุยส์อีกเลย รวมไปถึงอองโตนี่ มาร์กซิยัล กองหน้าชาวฝรั่งเศสด้วย ที่ไม่สามารถกลับไปเค้นฟอร์มเดิมได้อีกครั้ง และนโยบายของโชเซ่ มูรินโญ่ส่วนใหญ่คือการซื้อนักเตะที่พร้อมใช้งานแล้วเข้ามาสู่ทีมมากกว่าจะเป็นนักเตะดาวรุ่ง เพื่อหวังผลในอนาคต ทั้งเนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส และซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือว่าจะเป็นนักเตะที่อายุน้อยหน่อย แต่ดาวเตะพวกนั้นต้องเก่งมาจากที่อื่นแล้ว ทั้งโรเมลู ลูกากู ปอล ป็อกบา เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างสวนกับแนวทางการซื้อนักเตะในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันอย่างชัดเจน

อันที่จริงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีระบบเยาวชนที่ดีที่สุดทีมนึงในยุโรป และมักจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นประจำในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน หรือในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล แต่พอโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม เด็กเยาวชนของสโมสรก็แทบไม่ได้เกิดกันเลย ซึ่งมีดาวรุ่งหลายคนที่พอจะมีแววอยู่บ้าง แต่ขาดเพียงการให้โอกาสจากตัวกุนซือเท่านั้น ซึ่งหากกุนซือของทีมยังเป็นมูรินโญ่ต่อไป เชื่อว่าดาวรุ่งเหล่านั้นไม่น่าจะได้เกิดแน่นอน