หมดความอดทน

   หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลถึง 1-4 ถึงแม้ว่าจะเป็นศึกอุ่นเครื่องอินเตอร์เนชั่นส์แนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ICC 2018 ก็ตาม แต่เริ่มมีกระแสว่าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มรับไม่ได้กับผลการแข่งขัน และแนวทางการเล่นของทีมในยุคของกุนซือชาวโปรตุกีสแล้ว เนื่องจากกุนซือที่เป็นต้นตำรับในการจอดรถบัสไว้ในสนามก็ยังเล่นด้วยวิธีการตั้งรับเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมที่ไม่มีความหมายก็ตาม ซึ่งด้วยนักเตะที่ทำศึกฟุตบอลโลกในรอบลึกๆ ยังไม่ได้เข้ามาเก็บตัวกับทีม ทำให้ตัวเลือกการใช้นักเตะของมูรินโญ่ก็มีไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมอุ่นเครื่องอยู่แล้ว ก็ควรจะเป็นเกมที่เป็นโอกาสของเด็กดาวรุ่งที่ควรจะได้ลงสนามอยู่แล้ว โดยในชุดที่ทำการพรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกาพวกเขามีอันเดร์ เอร์เรร่า ฆวน มาต้า เอริค ไบญี่ มัตเตโอ ดาร์เมี่ยนเท่านั้นที่เป็นผู้เล่นจากทีมชุดใหญ่ ส่วนรายอื่นๆ ยังได้พักร้อนต่อ หรือพึ่งเข้ามาเก็บตัวกับทีม จึงต้องเรียกความฟิตอีกซักระยะหนึ่ง ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่จะมีปัญหาในการจัดทัพในช่วงแรกของฤดูกาลอย่างแน่นอน เนื่องจากนัดเปิดฤดูกาลในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ที่จะพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่นักเตะที่ช่วยทีมชาติเข้าถึงรอบรองชนะเลิศจะพึ่งกลับมาเข้าแคมป์เก็บตัวกับทีมเท่านั้น และความฟิตคงจะยังไม่มีเพียงพอที่จะลงสนาม ทำให้พวกเขาจะต้องใช้ชุดนักเตะที่แพ้ให้กับลิเวอร์พูลนัดนี้เป็นหลัก ซึ่งจะต้องขาดกองหน้าตัวเป้าอย่างแน่นอน โชเซ่ มูรินโญ่จึงต้องจับอเล็กซิส ซานเชซไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือไม่มีตัวสนับสนุนดาวเตะทีมชาติชิลีในแดนหน้าเลย ทำให้เขาต้องลงมาล้วงบอลเองอยู่บ่อยครั้ง

ในช่วงก่อนเกมที่จะแพ้แฟนบอลที่หน้าสนามแข่งเริ่มมีการทำป้าย Jose Out ที่ต้องการจะสื่อไปถึงสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่าให้ทำการปลดโชเซ่ มูรินโญ่ออกจากตำแหน่งซะ ซึ่งอาจจะมีหลายปัจจัยและหลายเหตุผลต่างๆ กันไป แต่สิ่งที่หนึ่งที่แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะคิดเหมือนกันในช่วงนี้คือเริ่มหมดความอดทนกับวิธีการเล่นของทีมรักเหลือเกิน ที่ตั้งรับกันเป็นชีวิตจิตใจ คือเหมือนอยู่ในสายเลือดไปแล้ว และพอเวลาได้บอลก็เหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยถูก แล้วก็จะเสียบอลและกลับไปเล่นเกมรับใหม่อีกครั้ง และจะวนแบบนี้ไปตลอด 90 นาที

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์สล็อตออนไลน์

ตกยุคแล้ว

    หลังจากที่พาทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาล 2014-2015 หลังจากนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนว่าโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มที่จะมีผลงานที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และยังไม่สามารถพาทีมที่คุมกลับไปค้าแชมป์ลีกได้อีกเลย โดยเขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ในช่วงกลางฤดูกาลต่อมาทันที เมื่อพาทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ ตกไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางการแข่งขัน และถูกโรมัน อบราโมวิชไล่ออกในช่วงเดือนธันวาคม 2015 หลังจากนั้นมาเขาก็ว่างงานอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะจับเซ็นต์สัญญาไปคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยสัญญา 3 ปีแถมออปชั่นในการต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีด้วย

ซึ่งฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าโล่ห์คอมมูนิตี้ ชิลด์มาครองได้สำเร็จ และถึงแม้ว่าจะพาทีมทำได้แค่จบอันดับที่ 6 ของตารางก็ตาม แต่ในฤดูกาลนั้นเขาพาทีม “ปีศาจแดง” ได้ทั้งแชมป์ลีก คัพ รวมถึงแชมป์ยูโรป้า ลีก ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสโมสรที่คว้าแชมป์นี้ได้ด้วย และที่สำคัญคือการพาทีมได้โควต้ากลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำผลงานในลีกได้ดีขึ้น เมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 2 ของตาราง โดยทำคะแนนได้ถึง 81 คะแนนเลยทีเดียว แต่ก็กลายเป็นทีมรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เมื่อตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว รวมถึงการวืดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อพ่ายให้กับเชลซีในนัดชิงชนะเลิศด้วย ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เริ่มได้รับความกดดันอีกครั้ง

ในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ก็เริ่มถูกโจมตีหนักขึ้นจากฟอร์มการเล่นในช่วงที่อุ่นเครื่องที่ผ่านมา เนื่องจากรูปเกมของพวกเขานั้นไม่สามารถสู้ใครได้ซักทีมเลย โดยเฉพาะนัดล่าสุดกับบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาได้โอกาสครองบอลเพียง 23% เท่านั้น และสามารถหาโอกาสในการทำประตูได้เพียงแค่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่จะทำได้เพียงแค่นี้ และเล่นแบบไม่มีทรงการขึ้นบอลใดๆ เลยด้วย ทำให้แฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้เริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ยุคของโชเซ่ มูรินโญ่นั้นได้หมดลงแล้ว และสโมสรควรทำการเปลี่ยนแปลโดยเร็ว เพราะหากทีมเล่นได้แค่นี้ ฤดูกาลนี้คงเละไม่เป็นชิ้นดีแน่

 

ยังไม่ดีพอ

    ถึงแม้ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสจะสามารถคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็ถูกทิ้งไปถึง 19 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้มากที่สุดจากที่ผ่านมา และมาในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ต้องตกไปเป็นเต็ง 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการคาดการณ์จากบ่อนพนันที่ประเทศอังกฤษทุกสำนัก โดยถูกลิเวอร์พูล คู่รักคู่แค้นแซงหน้าไปเป็นเต็ง 2 ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมในช่วงซัมเมอร์นี้นั่นเอง ที่ทางทีม “หงส์แดง” ใช้งบประมาณซื้อตัวนักเตะไปกว่า 170 ล้านปอนด์ และได้นักเตะชั้นนำมาร่วมทีมถึง 4 ราย รวมถึงเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ของเซาต์แธมตันที่พวกเขาซื้อมาเมื่อเดือนมกราคมด้วย ทำให้พวกเขามีขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงแก้ไขจุดอ่อนของพวกเขาในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย ทำให้ถูกมองว่าจะเป็นเต็ง 2 ในฤดูกาลนี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องหล่นมาเป็นอันดับที่ 3

หากวัดจากขุมกำลังแล้วก็คงต้องบอกว่าสิ่งที่บ่อนรับพนันที่ถูกกฏหมายของอังกฤษออกมานั้น ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว เนื่องจากทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นยังมีจุดอ่อนที่กุนซือชาวโปรตุกีสยังแก้ไขไม่ได้ นับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งที่เห็นชัดๆ สิ่งแรกก็คือปราการหลังตัวกลางที่กุนซือวัย 55 ปียังหาตัวหลักในแนวรับไม่ได้เลย โดยมีเพียงเอริค ไบญี่รายเดียวเท่านั้นที่เขาดูจะมั่นใจที่สุด ส่วนคนอื่นๆ นั้นยังถือว่าสอบไม่ผ่าน ส่วนอีกตำแหน่งที่มูรินโญ่ตามหาอยู่ก็คือตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวานั่นเอง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาลองจับทั้งมาร์คัส แรชฟอร์ด และเจสซี่ ลินการ์ดมาลองเล่นดูแล้ว ก็ไม่มีใครทำผลงานได้ดีซักคน

และอีกสิ่งหนึ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ยังไม่ได้แก้ไขเลยก็คือตำแหน่งแบ็คทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งแบ็คขวาที่มีอันโตนิโอ วาเลนเซีย ดาวเตะตัวเก๋าเป็นตัวหลักมาโดยตลอด ซึ่งถึงแม้ว่าดาวเตะทีมชาติเอกวาดอร์จะมีทั้งความแข็งแกร่ง และความเร็ว แต่โดยธรรมชาติแล้วเขาเล่นเป็นปีกขวามาโดยตลอด และด้วยอายุที่มากขึ้นถึง 33 ปีแล้วด้วย ทำให้สภาพร่างกายของเขาก็เริ่มโรยลาลงทุกทีแล้ว ส่วนแบ็คซ้ายที่หลังๆ มานี้มูรินโญ่จะเลือกใช้แอชลี่ ยัง อดีตปีกมาเป็นตัวเลือกแรก ซึ่งปัญหาของเขาก็เหมือนกับทางวาเลนเซีย คืออายุมากแล้ว ซึ่งนี่คือจุดที่มูรินโญ่ยังไม่ได้แก้ไขเลยด้วยซ้ำ

เต็มที่แค่ 1

    ก่อนหน้านี้ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวกับนักเตะมากหน้าหลายตา ทั้งช่วงก่อนปิดฤดูกาล จนมาถึงหลังจบฟุตบอลโลกไปแล้วก็มีข่าวกับนักเตะอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะเปลี่ยนคนไปบ้างตามสถานการณ์ แต่เวลาล่วงเลยมาเข้าเดือนสิงหาคมแล้ว แต่พวกเขากลับยังได้นักเตะมาเพียง 3 รายเท่านั้น คือเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ดิโอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คชาวโปรตุกีสจากเอฟซี ปอร์โต้ และลี แกรนต์ นายประตูจอมเก๋าที่จะเอามาเป็นมือ 3 จากสโต๊ค ซิตี้ ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วทั้ง 3 นักเตะที่ได้ตัวมาร่วมทีม ยังไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้เลย ซึ่งจากข่าวที่ออกมาตลอดว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ ได้ให้สัมภาษณ์ตลอดว่าเขาต้องการนักเตะในตำแหน่งกองหลัง และตัวรุกด้านขวา ซึ่งตัวรุกด้านขวานั้นกุนซือชาวโปรตุกีสพูดว่าอยากได้มาตั้งแต่ซัมเมอร์ปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่จนถึงบัดนี้กลับยังไม่มีนักเตะในตำแหน่งนั้นเข้ามาสู่ทีมเลย ซึ่งตอนนี้เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์แล้วด้วยที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดลงในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และหลังจากนั้นจะซื้อใครไม่ได้อีกแล้ว ทำให้ความหวังของสาวก “เรด อาร์มี่” ค่อนข้างจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ซึ่งจากตอนแรกที่ก่อนตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดตัวลง คาดว่าจะได้นักเตะใหม่ตบเท้าเข้าสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน้อยซัก 2 ราย แต่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าได้มาตัวเดียวก็บุญแล้ว เพราะข่าวการซื้อขายนักเตะของทีมก็เริ่มซา และเงียบขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาของตลาดซื้อขายนักเตะที่งวดเข้ามา แทนที่จะมีข่าวหนักขึ้น แต่กลับเงียบอย่างไร้ความหวัง

หากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมอีกเพียงรายเดียวนั้น นักเตะที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดคงจะเป็นนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่พวกเขามีข่าวมาตลอดในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขามีข่าวกับโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะต้องเจอกันในนัดแรกของพรีเมียร์ลีก และล่าสุดคือเยอร์รี่ มิน่า กองหลังทีมชาติโคลอมเบียของบาร์เซโลน่า ที่ต้องการย้ายทีมและกำลังมีข่าวมาแรงในช่วงนี้ แต่ในส่วนข่าวของตัวรุกริมเส้นทางขวานั้นหายเข้ากรีบเมฆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิลเลี่ยน อันเต เรบิช หรืออีวาน เปริซิช นั้นแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย หรืออาจจะไม่ได้ใครเลยด้วยซ้ำ

ความชำนาญของ “เอ็ด”

            เอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แฟนๆ ต่างเข้าใจกันว่าเขาเป็นคนที่จะคอยเจรจาซื้อขายตัวนักเตะในยามที่กุนซือของทีมได้ให้ลิสต์รายชื่อนักเตะที่ต้องการได้มาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาจะสำเร็จหรือล้มเหลวจะขึ้นอยู่กับเขาคนเดียวเท่านั้น หากว่าได้งบประมาณจากตระกูลเกลเซอร์ที่เป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว

แต่จากการติดตามการทำงานของวู๊ดเวิร์ดที่เคยทำงานเกี่ยวกับด้านภาษีมาก่อนจะเก่งไปในทางหาเงินเข้าสโมสรมากกว่าที่จะเจรจาซื้อตัวนักเตะมาร่วมทีม โดยเขาหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีม “ปีศาจแดง” ได้อย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของชื่อสนามซ้อม สปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อ และป้ายสปอนเซอร์ที่อยู่ในสนามเวลาลงแข่งขันด้วย ซึ่งเขาหาเงินเข้าสู่สโมสรได้ดีมาโดยตลอดตั้งแต่มารับตำแหน่งแทนที่เดวิด กิลล์เมื่อปี 2012 แต่ในเรื่องของการเจรจาซื้อตัวนักเตะนั้นเขากลับทำได้อย่างล่าช้า ถึงแม้ว่าจะได้นักเตะตามเป้าหมายที่เหล่ากุนซือต้องการมาโดยตลอดก็ตาม อย่างกรณีของโรเมลู ลูกากูเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่เหมือนพวกเขาจะไปปาดหน้ามาจากเชลซีได้ แต่ภายหลังมีการออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาเจรจากับทางเอฟเวอร์ตันมาตั้งหลายเดือนแล้ว กว่าจะมาลุล่วงก็ในช่วงกลางปีพอดี และในรายของเฟร็ด กองกลางคนล่าสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน ที่มีการเจรจามาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว

สิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่มีเหมือนทีมอื่นๆก็คือสปอร์ต ไดเร็คเตอร์ หรือผู้อำนวยการกีฬาที่จะคอยเจรจาซื้อตัวนักเตะ รวมถึงจะสรรหานักเตะมากความสามารถเข้าสู่สโมสรด้วย อย่างมอนชี่ ผู้อำนวยการกีฬาของทางโรม่า ที่ได้รับการยอมรับว่าหานักเตะดาวรุ่งได้เก่งที่สุดในโลก ส่วนเชลซีก็เคยมีไมเคิ่ล เอเมนาโล่ ที่เคยมีปัญหากับอันโตนิโอ คอนเต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ตอนนี้ไปทำงานกับโมนาโกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตำแหน่งนี้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านฟุตบอลโดยตรง ซึ่งต่างจากเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่เหมือนกำลังทำงานควบกัน 2 ตำแหน่ง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงไปด้วย ซึ่งทีมฟุตบอลสมัยใหม่ควรจะต้องมีตำแหน่งสำคัญตำแหน่งนี้ ซึ่งหลายๆ สโมสรยักษ์ใหญ่ก็เริ่มก่อตั้งตำแหน่งนี้กันมาซักพักแล้ว ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าทีมที่มีผู้อำนวยการกีฬาจะซื้อนักเตะได้ค่อนข้างเข้าตาแฟนบอลโดยตลอด ซึ่งตำแหน่งนี้จะมีหน้าที่คุยกับผู้จัดการทีมว่าต้องการนักเตะประเภทไหนถึงจะไปสรรหามาให้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันในภาษาฟุตบอลมากกว่ามาคุยกับซีอีโอของสโมสรอย่างแน่นอน และเป็นสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดควรจะมีในเร็วๆ นี้

ดาวรุ่งไม่ได้เกิด

    โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมเครียดชาวโปรตุเกส ขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรที่ไม่ค่อยชอบให้โอกาสดาวรุ่งในการลงสนาม ไม่ว่าจะไปคุมทีมไหนลีกไหนก็ตาม ทั้งกับเชลซี อินเตอร์ มิลาน เรอัล มาดริด และล่าสุดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน ที่ตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อปี 2016 เขาก็ยังไม่ได้ดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาสูทีมชุดใหญ่ของ “ปีศาจแดง”อย่างเป็นกิจลักษณะเลย โดยเห็นจะมีเพียงสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางชาวสก็อตแลนด์เพียงรายเดียวเท่านั้นที่ได้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งอันที่จริงดูเหมือนว่าจะเป็นคำสั่งเสียมาจากเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสียด้วยซ้ำ เนื่งอจากเคยมีการจับภาพได้ว่าบรมกุนซือเลือดสก็อตต์ได้มีการชี้ไปที่ดาวเตะรุ่นลูกและพูดอะไรบางอย่างกับโชเซ่ มูรินโญ่ และหลังจากนั้นมาดาวเตะวัย 21 ปีก็เริ่มได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่บ่อยขึ้น ส่วนในรายของมาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษก็เป็นนักเตะที่หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ทิ้งมรดกไว้ให้แล้วมากกว่า แต่พอกุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” เข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ฟอร์มของเจ้าหนูแรชฟอร์ดก็ไม่เคยกลับไปโดดเด่นเหมือนช่วงขึ้นมาใหม่ๆ ในยุคของอาจารย์หลุยส์อีกเลย รวมไปถึงอองโตนี่ มาร์กซิยัล กองหน้าชาวฝรั่งเศสด้วย ที่ไม่สามารถกลับไปเค้นฟอร์มเดิมได้อีกครั้ง และนโยบายของโชเซ่ มูรินโญ่ส่วนใหญ่คือการซื้อนักเตะที่พร้อมใช้งานแล้วเข้ามาสู่ทีมมากกว่าจะเป็นนักเตะดาวรุ่ง เพื่อหวังผลในอนาคต ทั้งเนมานย่า มาติช อเล็กซิส ซานเชส และซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือว่าจะเป็นนักเตะที่อายุน้อยหน่อย แต่ดาวเตะพวกนั้นต้องเก่งมาจากที่อื่นแล้ว ทั้งโรเมลู ลูกากู ปอล ป็อกบา เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างสวนกับแนวทางการซื้อนักเตะในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันอย่างชัดเจน

อันที่จริงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีระบบเยาวชนที่ดีที่สุดทีมนึงในยุโรป และมักจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นประจำในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน หรือในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล แต่พอโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม เด็กเยาวชนของสโมสรก็แทบไม่ได้เกิดกันเลย ซึ่งมีดาวรุ่งหลายคนที่พอจะมีแววอยู่บ้าง แต่ขาดเพียงการให้โอกาสจากตัวกุนซือเท่านั้น ซึ่งหากกุนซือของทีมยังเป็นมูรินโญ่ต่อไป เชื่อว่าดาวรุ่งเหล่านั้นไม่น่าจะได้เกิดแน่นอน

ทาฮิต ช็อง อนาคตของผี

    หากใครเป็นแฟนฟุตบอลของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะเคยได้ยินชื่อของตาฮิธ ช็อง ปีกดาวรุ่งชาวดัตช์ของทีม ที่เป็นเด็กปั้นในทีมชุดยู 18 ของสโมสร ด้วยเอกลักษณ์ที่ทรงผมที่เป็นแบบเดียวกับรุดด กุลลิต อดีตกองกลางในตำนานของเอซี มิลานและทีมชาติฮอลแลนด์ ทำให้เขาค่อนข้างโดดเด่นและเป็นที่จดจำของแฟนบอลในยามที่ได้เห็นในทีมชุดเยาวชนของสโมสร และเขากำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลังจากย้ายจากเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ทีมในลีกบ้านเกิดมายังเมืองแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2016 แต่ดาวรุ่งวัย 18 ปียังไม่ได้มีโอกาสขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่เลย จนกระทั่งในการทัวร์พรีซีซั่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ที่บรรดาดาวดังหลายคนต่างได้พักกันยาว เนื่องจากมีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก และนักเตะของทีมที่ไปรับใช้ชาติก็ผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึกๆ ได้หลายคนทีเดียว ทำให้จะกลับมาเข้าแคมป์เก็บตัวกับสโมสรอีกทีก็เกือบจะเปิดฤดูกาลแล้ว

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสจึงต้องทำการดึงดาวรุ่งจากชุดเยาวชนขึ้นมาเพื่อให้เดินทางมาเก็บตัวกับสโมสรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เพื่อให้มาทดแทนบรรดาตัวหลักที่ยังพักอยู่ และเพื่อให้โอกาสในการเก็บตัวกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งดาวรุ่งเหล่านี้ก็จะได้ประสบการณ์กลับไปด้วย ซึ่งพรีซีซั่นครั้งนี้กุนซือโปรตุกีสดันดาวรุ่งขึ้นมาเกือบ 10 ราย โดยมีชื่อของตาฮิธ ช็อง ติดทีมมาด้วย และมีอังเคล โกเมส และเมสัน กรีนวู๊ด ดาวรุ่งจากทีมยู 18 ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเมื่ฤดูกาลที่แล้วติดทีมมาด้วย

แฟนบอล และนักวิเคราะห์ต่างก็ทราบดีว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดแคลนตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาอย่างมาก ซึ่งตาฮิธ ช็อง เด็กหนุ่มร่างสูงรายนี้เล่นในตำแหน่งนี้ได้พอดี และด้วยผลงานในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับคลับ อเมริกา ที่ดาวรุ่งชาวดัตช์ลงสนามไปเป็นตัวสำรอง และสามารถโชว์ผลงานได้ดูดีมีอนาคตทีเดียว โดยเขาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมได้ประตูตีเสมอจากฆวน มาต้าด้วย ทำให้แฟนบอลเรียกร้องให้เรียกขึ้นทีมชุดใหญ่ และได้มีนักข่าวไปสัมภาษณ์มูรินโญ่หลังเกมเกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วย ซึ่งมูรินโญ่ก็ตอบในทำนองที่ว่าช็องมีทักษะที่ดี และมีความเข้าใจเกมดี แต่พอถึงเวลาที่ต้องใช้ร่างกายในการปะทะเขาก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ซึ่งแฟนๆ ที่หวังจะให้ตาฮิธ ช็องได้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ในฤดูกาลนี้คงจะเป็นไปได้ยากซะแล้ว และปีนี้ดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์ชุดเยาวชนคงต้องไปฟิตร่างกายเพิ่มเติม

กัปตันผี

     นับตั้งแต่การย้ายทีมของเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้ายออกจากถิ่นไปเมื่อซัมเมอร์ปี 2017 ทีม “ปีศาจแดง” ของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มจะมีปัญหากับการหากัปตันทีมคนใหม่ที่จะมาสวมปลอกแขนกัปตันทีมลงสนามในแต่ละนัด และทาง “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” อาจจะเกรงใจระดับอาวุโสของทีมด้วย จึงไม่กล้าแต่งตั้งใครขึ้นมารับหน้าที่นี้แบบเต็มตัว จึงตั้งให้ไมเคิ่ล คาร์ริค กองกลางตัวเก๋าที่อยู่กับทีมมานานที่สุดเป็นกัปตันทีมไปก่อน ซึ่งอดีตกองกลางของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ไม่มีโอกาสได้ลงสนามเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพ ปลอกแขนกัปตันทีมส่วนใหญ่จึงไปตกกับอันโตนิโอ วาเลนเซีย ซีเนียร์ของทีมอีกคนหนึ่งที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงประจำ จึงได้รับตำแหน่งสืบทอดนี้ไปโดยปริยาย ซึ่งอันที่จริงอาจจะมีคนที่เหมาะสมที่จะตั้งให้เป็นกัปตันทีมแบบถาวรมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปนเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจของแฟนบอล “เรด อาร์มี่” และแฟนๆ ต่างคิดเหมือนกันว่าเขาเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับตำแหน่งกัปตันทีมในเวลานี้ แต่เนื่องจากโชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ได้มีกองกลางชาวสเปนรายนี้อยู่ในรายชื่อ 11 ตัวจริงที่จะลงสนามในแต่ละนัด ทำให้หากตั้งอดีตดาวเตะของแอตเลติก บิลเบาเป็นกัปตันทีม เมื่อยามแข่งจริงปลอกแขนก็ต้องถูกมอบให้กับคนอื่นอยู่ดี จึงน่าจะเป็นที่มาของการให้อันโตนิโอ วาเลนเซียเป็นกัปตันทีม เพราะดาวเตะทีมชาติเอกวาดอร์ได้รับโอกาสลงสนามเป็น 11 ตัวจริงอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็คขวา ซึ่งอันที่จริงแล้วบรรดาแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมองว่าวาเลนเซียไม่ค่อยมีความเหมาะสมกับการเป็นกัปตันทีมเท่าไหร่นัก เพราะด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่ไม่ค่อยพูด หรือออกแอคชั่นมากนัก

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของกุนซือชาวโปรตุเกส เขายังคงยืนยันว่ากัปตันทีมในฤดูกาลนี้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยังคงเป็นอันโตนิโอ วาเลนเซียต่อไป ทั้งที่จริงแล้วมีคนที่แสดงความเป็นผู้นำให้เห็นในศึกฟุตบอลโลกกับการเล่นให้ทีมชาติของตัวเองถึง 2 คน คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่เขาจะเป็นคนคอยกระตุ้น และพูดปลุกใจก่อนเริ่มเกมทั้งๆ ที่กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมเป็นเอแดน อาซาร์ด้วยซ้ำ ส่วนอีกคนก็คือปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ที่มีคลิปออกมาในห้องแต่งตัวทีมชาติที่เขาเป็นคนพูดกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมในนัดที่เอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่า และทีมชาติโครเอเชียในรอบชิงชนะเลิศด้วย

 

สิ่งที่ต้องการจากป็อกบา

     ศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าปอล ป็อกบามีความสามารถมากเพียงไหน และก็แสดงให้เห็นว่าเขามีความเหมาะสมที่เคยเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกเมื่อ 2 ปีก่อนที่เขาย้ายมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวสูงเกือบ 90 ล้านปอนด์ ถึงแม้ปีต่อมาเขาจะถูกทำลายสถิติโดยเนย์มาร์อย่างถล่มทลายก็ตาม แต่เขาก็แสดงถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาได้อย่างชัดเจนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งไม่ค่อยแสดงให้เห็นในยามที่สวมยูนิฟอร์มของทีม “ปีศาจแดง” หรือบางนัดอาจจะเล่นดีบ้าง แต่เหมือนจะมาๆ หายๆ ซึ่งทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่ค่อยต่อเนื่อง และมักเล่นบอลยาก และชอบทำให้จังหวะของทีมเสียไป ทั้งๆ ที่เขารับหน้าที่ในการคุมจังเกมของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แต่ในยามที่กองกลางวัย 25 ปีสวมเสื้อทีมชาติฝรั่งเศส เขากลับมีคาแร็คเตอร์ที่เปลี่ยนไป ดูมีความตั้งใจเล่น และใช้วิธีการเล่นที่ง่ายๆ ทำให้เพื่อนเล่นบอลง่าย และเกมของทีม “ตราไก่” ก็ไหลลื่นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการจากตัวเขามาโดยตลอด นั่นคือการใช้ความสามารถของเขาให้ถูกทาง และถูกวิธี ซึ่งกุนซือชาวโปรตุกีสก็คงไม่ได้ต้องการลูกมหัศจรรย์ หรือลูกเลี้ยงสวยๆ ของเขาแต่อย่างใด จนทำให้มูรินโญ่ออกมาสัมภาษณ์หลังจบฟุตบอลโลกว่าป็อกบามีทัวร์นาเม้นต์ที่สุดยอดกับทีมชาติฝรั่งเศส โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านรอบแรกไปแล้ว และยังทิ้งทายไว้ด้วยว่า กองกลางจอมตัดผมคงจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้รับคำชมจากฟอร์มการเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ ซึ่งมูรนโญ่เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาต้องการฟอร์มการเล่นและวิธีการเล่นแบบเดียวกันนี้ และทัศนคติกบบนี้ในยามที่เขาลงสนามในสีเสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปอล ป็อกบา ถือเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของทีมชาติฝรั่งเศสในชุดแชมป์ฟุตบอลโลกหนนี้ ร่วมกับเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางจอมขยันจากเชลซี ซึ่งทำให้ป็อกบาแทบไม่ต้องพะวงกับเกมรับมากนัก ซึ่งอาจจะแตกต่างจากตอนเล่นให้กับทีม “ปีศาจแดง” อยู่บ้าง แต่เมื่อยามได้บอลป็อกบาก็ทำได้ดี เมื่อออกบอลได้เร็วขึ้น และเล่นง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางจังหวะที่เสียบอลอยู่บ้าง แต่จุดอื่นของเขาก็สามารถกลบข้อผิดพลาดนี้ได้หมด ซึ่งไม่ใช่แค่โชเซ่ มูรินโญ่เท่านั้นที่อยากเห็นฟอร์มแบบนี้ของป็อกบา แต่แฟนๆ “เรด อาร์มี่” ก็อยากเห็นเช่นกัน

ทัวร์รถบัสสุดหรู

    บรรดาสโมสรต่างๆ เริ่มมีการเข้าแคมป์เก็บตัวกันแล้ว โดยเฉพาะสโมสรที่อยู่ในลีกที่เริ่มฤดูกาลเร็ว อย่างบุนเดสลีก้า และพรีเมียร์ลีก ที่บางสโมสรมีการเก็บตัวกันมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมแล้วด้วย ถึงแม้จะยังขาดนักเตะจากชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลกก็ตาม แต่นอกจากนั้นก็เริ่มกลับมาเรียกความฟิต และเตรียมความพร้อมสำหรับการพรีซีซั่นกันแล้ว โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มทำการเก็บตัวกันตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฏาคม แต่จะยังขาด 12 ผู้เล่นที่ทำศึกฟุตบอลโลกที่พึ่งจบไป โดยเฉพาะ 7 คนที่อยู่ในทีมชาติที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ จะได้พักต่อจากจบศึกฟุตบอลโลกอีก 3 สัปดาห์ ทำให้นักเตะเหล่านั้นจะกลับมาเข้าแคมป์กับทีม “ปีศาจแดง” อีกทีก็หลังจากการทัวร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจบลงแล้ว และอย่างเร็วก็คงจะเป็นเกมอุ่นเครื่องกับบาเยิร์น มิวนิค ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูกาลพรีเมียร์ลีกจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ ถึงจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้ชุดผู้เล่นที่ได้ติดทีมไปทัวร์อเมริกาจะเป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลก รวมถึงบรรดาผู้เล่นดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสในการโชว์ฝีเท้าอีกหลายคน

การอุ่นเครื่องที่สหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำเป็นประจำในช่วงหลังๆ ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ มักจะทำได้ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เน้นผลการแข่งขันก็ตาม ทำให้ลูกทีมของเขาเล่นแบบผ่อนคลาย และเล่นเกมรุกกันมากขึ้น ทำให้นักเตะในแนวรุกมักโดดเด่นในช่วงพรีซีซั่นแบบนี้ อย่างเช่นฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ 2-0 ในศึก ICC Cup ที่อเมริกาด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้โชเซ่ มูรินโญ่ เรียกนักเตะดาวรุ่งจากชุดยู 18 ขึ้นมาติดทีมหลายราย ทั้งอังเคล โกเมซ เมสัน กรีนวู๊ด ที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในชุดเยาวชนของทีม “ปีศาจแดง” เมื่อฤดูกาลที่แล้วติดทีมมาด้วย และน่าจะได้มีโอกาสไม่มากก็น้อยในช่วงพรีซีซั่นฤดูกาลนี้

สิ่งที่น่าจะได้เห็นจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงอุ่นเครื่องนี้น่าจะเป็นทีม “ปีศาจแดง” ที่มีนักเตะตัวเก๋าผสมกับดาวรุ่งอนาคตไกล และเล่นเกมรุกกันได้อย่างสนุกสนาน และเปิดเกแลกกับคู่แข่งอย่างน่าตื่นเต้น โดยไม่น่าจะมีภาพการจอดรถบัสให้เห็น เนื่องจากคงต้องการเอ็นเตอร์เทนต์แฟนบอลที่เข้ามาชมเกมด้วย แต่สิ่งที่จะได้เห็นนี้อาจจะเป็นแค่เพียงภาพลวงตา และพอเริ่มการแข่งขันในฤดูกาลจริง ภาพการจอดรถบัสก็จะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง