แนวรับที่แก้ไม่ตก

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลงานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้นั้นต่ำกว่ามาตรฐานมากๆ และกลายเป็นทีมจอมเสมอไปเสียแล้วในช่วงที่ผ่านมา และถูกอำอยู่บ่อยครั้งว่าทำโครงการ “ก้าวทีละแต้ม” อยู่ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากพวกเขาเป็นทีมที่มีผลเสมอในพรีเมียร์ลีกเป็นรองเซาต์แธมตันเพียงทีมเดียวเท่านั้นในฤดูกาลนี้ ซึ่งปัญหาของทีม “ปีศาจแดง” ในฤดูกาลนี้ก็คือเกมรับนั่นเอง ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นกับทีมที่มีโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่เลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัยคุมทีมเอฟซี ปอร์โต้ เชลซีทั้ง 2 ภาค อินเตอร์ มิลาน รวมถึงเรอัล มาดริดก็เช่นกัน ซึ่งเกมรับถือว่าเป็นจุดขายของกุนซือฉายา “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” เลยด้วยซ้ำ ซึ่งเพราะการเล่นแบบรัดกุม และมีเกมรับที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ทำให้เขาสามารถคุมทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ถึง 3 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 2 สมัย กับเอฟซี ปอร์โต้ และอินเตอร์ มิลานในปี 2010

            แต่ทว่าฤดูกาลนี้กุนซือวัย 55 ปีกลับแก้ปัญหาในแนวรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้เสียที ซึ่งส่วนหนึ่งคงต้องมองย้อนไปถึงช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ที่เขาย้ำนักย้ำหนาในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมาโดยตลอดว่าเขาต้องการคว้าตัวปราการหลังตัวกลางมาร่วมทีมก่อนเปิดฤดูกาล แต่ทว่าสุดท้ายแล้วบอร์ดบริหารที่ควรจะสนับสนุนเขากลับไม่สามารถซื้อนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการตัวได้ ทำให้เกิดเป็นข่าวคาวพอสมควรในช่วงต้นฤดูกาล ที่มีทั้งการด่ากุนซือชาวโปรตุเกส รวมถึงการด่าบอร์ดบริหารของทีมที่นำโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ด รองประธานฝ่ายบริหารของทีมด้วย ที่ไม่สามารถเนรมิตรนักเตะตามที่มูรินโญ่ต้องการตัวได้ ทำให้ทีมผลงานไม่ดีในช่วงที่ผ่านมา โดยจากทีมที่เสีย 28 ประตูจาก 38 นัดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่มาในฤดูกาลนี้พวกเขาต้องเสียไปแล้วถึง 26 ประตู ทั้งๆ ที่ยังผ่านมาไม่ถึงครึ่งฤดูกาลเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ทีมก็ไม่ได้มีการเสียนักเตะกองหลังจากฤดูกาลที่แล้วไปแต่อย่างใด แต่กลับเสียประตูเพิ่มเป็นทวีคูณ ซึ่งหากนับผลงานในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ทีม “ปีศาจแดง” สามารถเก็บคลีนชีต หรือการไม่เสียประตูให้กับคู่แข่งได้เพียงแค่ 5 นัดเท่านั้น โดยเป็นเกมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไป 3 นัด และทำได้ในพรีเมียร์ลีกเพียง 2 นัดเท่านั้น คือนัดที่บุกเอาชนะเบิร์นลี่ย์ 2-0 และนัดที่เสมอกับคริสตัล พาเลซไป 0-0 นอกนั้นพวกเขาเสียประตูให้กับคู่แข่งทุกนัด

Credit : 918kissbyp8.com

ขอพื้นที่ให้ ‘เอร์เรร่า’

ข่าวฟุตบอลโดย live22vip.net อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปน ถือว่าเป็นนักเตะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปคว้าตัวมาจากแอตเลติก บิลเบา ทีมดังในประเทศสเปนมาตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข่าวว่าทีม “ปีศาจแดง” ต้องการนักเตะรายนี้มาร่วมทีมก่อนแล้ว แต่การเจรจาไม่ลงตัว และเวลาไม่เพียงพอ ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลงไปก่อนในช่วงต้นปี 2014 แต่หลังปิดฤดูกาลนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ทำการทุ่มเงินจ่ายค่าฉีกสัญญา 36 ล้านยูโร คว้าตัวมาร่วมทีม ซึ่งเขาถือว่าเป็นตัวหลักในแดนกลางของทีมมาตลอดในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ และในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ช่วงฤดูกาลแรกด้วย โดยเขาได้เล่นร่วกับปอล ป็อกบาโดยตลอดในฤดูกาลแรก ซึ่งผลานของเขาโดดเด่นเป็นอย่างมาก และแฟนบอล “เรด อาร์มี่” ก็รักเขามากเช่นกัน และมีแต่คนเชียร์ให้โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของทีมแต่งตั้งเขาเป็นกัปตันทีมคนใหม่ด้วยในช่วงที่ยังไม่มีกัปตันทีมแบบถาวรก่อนหน้านี้ แต่แล้วกลับมีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น

            เมื่อช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้ว กุนซือวัย 55 ปีก็ได้ตัดสินใจไปคว้าตัวเนมานย่า มาติช กองกลางตัวรับทีมชาติเซอร์เบียที่ตอนนั้นอยู่ในวัย 29 ปีมาร่วมทีม ด้วยค่าตัวถึง 40 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นลูกน้องคนโปรดของโชเซ่ มูรินโญ่ตั้งแต่สมัยคุมทีมเชลซีด้วย ทำให้เขาได้กลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งกองกลางตัวรับทันที ทั้งๆ ที่ฤดูกาลก่อนหน้านั้นอันเดร์ เอร์เรร่า ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ แต่อย่างน้อยเมื่อฤดูกาลที่แล้วกองกลางวัย 29 ปีก็ได้ลงสนามไปเกือบ 40 นัด ถึงแม้ว่าจะได้ลงสนามเป็นตัวสำรองซะหลายนัดก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็มีบทบาทกับทีม โดยเฉพาะกับเกมใหญ่ ที่เขามักจะได้รับมอบหมายให้ตามประกบดาวเตะคนสำคัญของคู่แข่งโดยตลอด ซึ่งเอร์เรร่ามักทำได้ดีเสมอ

            ในส่วนของฤดูกาลนี้ที่ผลงานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ดีนัก แต่ในยามที่อดีตนักเตะของเรอัล ซาราโกซ่าลงสนาม เขาก็ยังคงมั่งมั่นทุ่มเทเพื่อทีมอยู่เสมอ และหากดูจากสถิติต่างๆ จะเห็นได้ว่าอันเดร์ เอร์เรร่า เป็นหัวใจในการแย่งบอล หรือว่าตัดเกมคู่แข่งอยู่ตลอด ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสควรที่จะให้เขาลงสนามมากกว่านี้ในช่วงที่เหลือของฤดูกาล เพราะสถิตินั้นไม่เคยโกหกใคร ว่ากองกลางรายนี้สามารถช่วยทีมได้มากที่สุดในยามลงสนามนั่นเอง

กราบขวาที่บอดสนิท

  ข้อมูลโดย live22sure.com  ตั้งแต่ช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ออกมาให้สัมภาษณ์อยู่ตลอดว่าเขาอยากได้นักเตะในตำแหน่งปีกขวามาร่วมทีมตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งในตอนนั้นพวกเขามีข่าวกับอีวาน เปริซิช ปีกทีมชาติโครเอเชียอย่างหนัก ซึ่งตอนนั้นอีวาน เปริซิชเป็นนักเตะวัย 29 ปีซึ่งสามารถเล่นได้ทั้งทางกราบซ้าย และทางกราบขวาด้วย และสามารถเตะฟุตบอลได้ทั้ง 2 เท้าอย่างช่ำชอง ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถพิเศษอย่างนึงเลยทีเดียว แต่ตอนนั้นค่าตัวของเขาสูงถึง 40 ล้านปอนด์โดยประมาณเลยทีเดียว เนื่องจากโดนพิษของเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์ ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปทุ่มฉีกสัญญาของเนย์มาร์จากบาร์เซโลน่าถึง 222 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทำให้การซื้อขายนักเตะหลังจากนั้นมีมูลค่าที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อฤดูกาลที่แล้วหลังจากพลาดได้ตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาไป ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องลงปรับใช้นักเตะที่มีอยู่มาเล่นในตำแหน่งตัวรุกริมเส้นทางฝั่งขวาแทน ทั้งฆวน มาต้า มาร์คัส แรชฟอร์ด อ็องโตนี่ มาร์กซิยัล เจสซี่ ลินการ์ด แม้แต่อเล็กซิส ซานเชซ ที่พึ่งย้ายมาเมื่อปลายเดือนมกราคมก็เคยถูกจับมาเล่นในตำแหน่งนี้แล้วทั้งนั้น แต่ว่าไม่มีใครที่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นเลย มีแต่ทำได้แค่ในระดับประครองตัวเท่านั้น ทำให้ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมูรินโญ่ก็ยังคงต้องการปีกขวาอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นักเตะที่ต้องการอีกครั้ง

นัดแรกของฤดูกาลที่ผ่านมากุนซือวัย 55 ปีใช้ฆวน มาต้า ดาวเตะชาวสแปนิชมาเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวขวาของระบบ 4-3-3 ส่วนแบ็คขวาเป็นมัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ดาวเตะทีมชาติอิตาลีที่มีข่าวว่าจะย้ายออกจากทีมมาโดยตลอด ซึ่งทั้ง 2 คนก็ไม่สามารถทำเกมรุกทางกราบขวาของสนามได้เลยตลอด 90 นาที โดยมีเพียงจังหวะที่แบ็คอิตาเลี่ยนเติมขึ้นมายิงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นอกนั้นจังหวะที่ขึ้นเกมจะเป็นทางซ้ายทั้งหมด เท่ากับว่าเกมรุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทางกราบขวานั้นบอดสนิทเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันทำให้ความสมดุลย์ในเกมการบุกของพวกเขาเสียไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดบอดที่ใหญ่มากสำหรับทีมชั้นนำอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งจะมีปัญหากับการเจาะคู่แข่งในระยะยาวอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องมาดูว่าโชเซ่ มูรินโญ่จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไรในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกนี้ ที่จะไม่สามารถซื้อใครเข้ามาเสริมทีมได้แล้วอย่างแน่นอน แล้วจะใช้ใครยืนเป็นตัวจริงในตำแหน่งนั้น

กองหน้าสำรอง

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือของสโมสรี่เคยใช้ระบบ 4-4-2 เป็นหลัก ซึ่งจะเป็นระบบที่จะใช้กองหน้า 2 คนในแต่ละนัด และทำให้กุนซือชาวสก็อตแลนด์จะต้องมีผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าอยู่ในทีมประมาณ 4 คนในแต่ละฤดูกาล เหมือนอย่างตอนที่พวกเขาคว้าทรีเบิ้ล แชมป์ได้สำเร็จในฤดูกาล 1998-1999 ที่พวกเขามีแอนดี้ โคล กับดไวต์ ยอร์ค เป็นกองหน้าตัวจริง และมีโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กับเท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮมเป็นตัวสำรอง และหลังจากนั้นมาก็จะมีกองหน้าอยู่ในทีมประมาณ 4 คนมาโดยตลอด แต่พอมายุคสมัยนี้ฟุตบอลมักจะหันมาใช้ระบบกองหน้าตัวเดียว ซึ่งนิยมใช้ระบบ 4-2-3-1 หรือว่าระบบ 4-3-3 ก็ตาม ก็จะใช้กองหน้าตัวเป้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้แต่ละทีมก็จะมีกองหน้าตัวเป้าอยู่ในทีมในแต่ละฤดูกาลเพียง 2-3 คนเท่านั้น แต่หากมองไปที่ชุดผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้จะเห็นได้ว่าพวกเขามีกองหน้าตัวเป้าที่แท้จริงอยู่ในทีมเพียงคนเดียวเท่านั้น คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมนั่นเอง ส่วนนอกนั้นล้วนเป็นกองหน้ากึ่งปีกทั้งหมด

ในทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ชุดนี้นอกจากโรมลู ลูกากูที่เล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าโดยธรรมชาติแล้ว ก็ไม่มีกองหน้าธรรมชาติอีกเลย จะมีก็แต่อ็องโตนี่ มาร์กซิยัล ดาวเตะชาวฝรั่งเศสที่พอจะเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าได้ แต่ก็ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขาแต่อย่างใด รวมถึงมาร์คัส แรชฟอร์ดก็เช่นกัน ที่ถนัดในการเล่นเป็นตัวริมเส้นมากกว่า ซึ่งทั้ง 2 คนอันที่จริงก็พอจะเล่นเป็นกองหน้าได้ แต่ไม่ใช่กับระบบของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่จะใช้กองหน้าตัวเป้าในการพักบอลหรือเก็บบอล ทั้งมาร์กซิยัล กับแรชฟอร์ดจะเหมาะกับการเล่นเป็นกองหน้าตัวเสริม หรือต้องมีคู่กองหน้าเป็นพาร์ทเนอร์ด้วยมากกว่า ทำให้ปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ไม่มีกองหน้าตัวเป้าที่เป็นตัวสำรองเลยแม้ต่รายเดียว ซึ่งหากว่าดาวยิงชาวเบลเยี่ยมเกิดบาดเจ็บขึ้นมา หรือในนัดที่ต้องการพักตัวผูเล่น ทีมจะต้องประสบปัญหาอย่างแน่นอน ซึ่งแฟนบอลก็ได้เห็นมาแล้วในนัดเปิดสนามที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ในช่วงเวลาที่มาร์คัส แรชฟอร์ดลงสนามในตำแหน่งกองหน้า เขาไม่สามารถเก็บบอลได้เลย ทำให้ทีมต้องลงเป็นฝ่ายตั้งรับตลอด แต่พอส่งโรเมลู ลูกากูลงสนาม เขาสามารถช่วยทีมได้ทันที และทำให้ทีมหาโอกาสทำประตูได้ดีขึ้นด้วย

บทความโดย 918kiss

กัปตันป็อก

    หน้าที่กัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มไม่มีความแน่นอนหลังจากการจากไปของเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าดาวยิงสูงสุดของสโมสร ที่ย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสของทีมไม่ได้มีการแต่งตั้งให้ใครเข้ามาสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นประจำเลยนับจากนั้นมา แต่จะเป็นที่ทราบกันดีในหมู่แฟน “ปีศาจแดง” ว่ากุนซือวัย 55 ปีจะเลือกนักเตะที่อยู่กับทีมมานานที่สุดเป็นหลัก่อน โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วกัปตันทีมในหน้าที่คือไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ถูกแต่งตั้งโดยโชเซ่ มูรินโญ่ ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ทั้งๆ ที่ตอนนั้นแฟนบอลแอบเชียร์อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสเปนที่น่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด แต่พอให้ตำแหน่งกัปตันทีมแก่ไมเคิ่ล คาร์ริคไปแล้ว แต่กองกลางตัวเก๋าดันมามีปัญหาด้านสุขภาพจนแทบไม่ได้ลงสนามทั้งฤดูกาล และสุดท้ายก็ต้องแขวนสตั๊ดในที่สุด เมื่อฤดูกาลที่แล้วตำแหน่งกัปตันทีมส่วนใหญ่จึงตกเป็นของอันโตนิโอ วาเลนเซีย แบ็คขวาตัวเก๋าชาวเอกวาดอร์ ที่จะได้รับหน้าที่เป็นหลัก หากไม่ได้ลงสนามปลอกแขนกัปตันทีมก็จะสลับมาอยู่กับแอชลี่ย์ ยังบ้าง หรือคริส สมอลลิ่งบ้าง หรือแม้กระทั่งปอล ป็อกบาบ้าง แล้วแต่ว่าใครได้โอกาสลงสนามในเกมนั้นๆ

แต่ในฤดูกาลใหม่นี้ที่ตอนแรกโชเซ่ มูรินโญ่ได้พูดในช่วงพรีซีซั่นอย่างชัดเจนแล้วว่าอันโตนิโอ วาเลนเซียจะเป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ แต่หลังจากมีข่าวการย้ายทีมกับทางบาร์เซโลน่า ทำให้มูรินโญ่เปลี่ยนปลอกแขนกัปตันทีมมามอบให้กับปอล ป็อกบา กองกลางดีกรีแชมป์โลกโดยทันที ซึ่งอาจจะเป็นการเป็นชั่วคราวจนกว่าวาเลนเซียจะหายเจ็บกลับมาก็ได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่ป็อกบาจะได้เป้นแบบถาวรหลังจากนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วกองกลางวัย 25 ปีก็มีความเหมาะสมทุกประการกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ เนื่องจากหากใครติดตามโซเชี่ยล มีเดียร์ของนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเห็นได้ว่าเขามีความเป็นผู้นำสูงมาก และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีม รวมถึงมีภาวะผู้นำในห้องแต่งตัวด้วย จะเห็นได้จากวีดีโอของทีมชาติฝรั่งเศสที่เขาเป็นคนพูดปลุกใจเพื่อนร่วมทีมในช่วงก่อนเกม รวมถึงช่วงพักครึ่งเวลาด้วย ซึ่งไม่ว่าเหตุผลในการให้ตำแหน่งกัปตันทีมแก่ปอล ป็อกบาในครั้งนี้จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม แต่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งต้องมาดูผลงานในสนามของเขาในฤดูกาลนี้ด้วยว่าจะทำได้เหมือนกับตอนเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสหรือไม่

บทความจาก scr888

 

หมดความอดทน

   หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลถึง 1-4 ถึงแม้ว่าจะเป็นศึกอุ่นเครื่องอินเตอร์เนชั่นส์แนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ICC 2018 ก็ตาม แต่เริ่มมีกระแสว่าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มรับไม่ได้กับผลการแข่งขัน และแนวทางการเล่นของทีมในยุคของกุนซือชาวโปรตุกีสแล้ว เนื่องจากกุนซือที่เป็นต้นตำรับในการจอดรถบัสไว้ในสนามก็ยังเล่นด้วยวิธีการตั้งรับเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมที่ไม่มีความหมายก็ตาม ซึ่งด้วยนักเตะที่ทำศึกฟุตบอลโลกในรอบลึกๆ ยังไม่ได้เข้ามาเก็บตัวกับทีม ทำให้ตัวเลือกการใช้นักเตะของมูรินโญ่ก็มีไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมอุ่นเครื่องอยู่แล้ว ก็ควรจะเป็นเกมที่เป็นโอกาสของเด็กดาวรุ่งที่ควรจะได้ลงสนามอยู่แล้ว โดยในชุดที่ทำการพรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกาพวกเขามีอันเดร์ เอร์เรร่า ฆวน มาต้า เอริค ไบญี่ มัตเตโอ ดาร์เมี่ยนเท่านั้นที่เป็นผู้เล่นจากทีมชุดใหญ่ ส่วนรายอื่นๆ ยังได้พักร้อนต่อ หรือพึ่งเข้ามาเก็บตัวกับทีม จึงต้องเรียกความฟิตอีกซักระยะหนึ่ง ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่จะมีปัญหาในการจัดทัพในช่วงแรกของฤดูกาลอย่างแน่นอน เนื่องจากนัดเปิดฤดูกาลในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ที่จะพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่นักเตะที่ช่วยทีมชาติเข้าถึงรอบรองชนะเลิศจะพึ่งกลับมาเข้าแคมป์เก็บตัวกับทีมเท่านั้น และความฟิตคงจะยังไม่มีเพียงพอที่จะลงสนาม ทำให้พวกเขาจะต้องใช้ชุดนักเตะที่แพ้ให้กับลิเวอร์พูลนัดนี้เป็นหลัก ซึ่งจะต้องขาดกองหน้าตัวเป้าอย่างแน่นอน โชเซ่ มูรินโญ่จึงต้องจับอเล็กซิส ซานเชซไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือไม่มีตัวสนับสนุนดาวเตะทีมชาติชิลีในแดนหน้าเลย ทำให้เขาต้องลงมาล้วงบอลเองอยู่บ่อยครั้ง

ในช่วงก่อนเกมที่จะแพ้แฟนบอลที่หน้าสนามแข่งเริ่มมีการทำป้าย Jose Out ที่ต้องการจะสื่อไปถึงสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่าให้ทำการปลดโชเซ่ มูรินโญ่ออกจากตำแหน่งซะ ซึ่งอาจจะมีหลายปัจจัยและหลายเหตุผลต่างๆ กันไป แต่สิ่งที่หนึ่งที่แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะคิดเหมือนกันในช่วงนี้คือเริ่มหมดความอดทนกับวิธีการเล่นของทีมรักเหลือเกิน ที่ตั้งรับกันเป็นชีวิตจิตใจ คือเหมือนอยู่ในสายเลือดไปแล้ว และพอเวลาได้บอลก็เหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยถูก แล้วก็จะเสียบอลและกลับไปเล่นเกมรับใหม่อีกครั้ง และจะวนแบบนี้ไปตลอด 90 นาที

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์สล็อตออนไลน์

ตัดใจ หรือไปต่อ

       

             ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ที่ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ไม่ดี และยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มพื้นที่ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าเสียด้วยซ้ำในตอนนี้ โดยยังมีคะแนนตามหลังกลุ่มหัวตาราง หรือว่า 4 อันดับแรกอยู่เกือบ 10 คะแนนเลยทีเดียว เนื่องจากพวกเขาไปหลุดเสมออยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ใช่ผลงานในสนามเท่านั้นที่ย่ำแย่ แต่มันยังส่งผลให้สถานการณ์ต่างๆ ของทีมนั้นยังไม่คลี่คลายเสียที และยังมีปัญหาค้างคามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการซื้อขายนักเตะที่ดูเหมือนว่าในเดือนมกราคมนี้พวกเขาจะต้องลงตลาดหากองหลังเข้ามาเสริมทีมเป็นการด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาในแนวรับของทีม รวมถึงสถานการณ์หุ้นของสโมสรด้วย ซึ่งพวกเขามีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยผลงานที่ย่ำแย่ของทีมในฤดูกาลนี้ ก็ทำให้หุ้นของสโมสรดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และทำให้บรรดาผู้ถือหุ้นขาดทุนไปพอสมควรทีเดียว และสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือการจะต่อสัญญานักเตะแต่ละคนในช่วงนี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องยากมากทีเดียว ทั้งๆ ที่เป็นปีที่นักเตะหลายคนเหลือสัญญาเป็นปีสุดท้ายแล้วด้วย

                    โดยปกติแล้วบรรดาผู้บริหารของแต่ละสโมสรจะต้องทำการต่อสัญญานักเตะก่อนที่จะเหลือสัญญาในปีสุดท้าย เนื่องจากว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเจรจาทันที เนื่องจากหากนักเตะไม่ยอมต่อสัญญาใหม่ เท่ากับว่าสโมสรจะเสียนักเตะคนนั้นออกจากทีมไปแบบไม่ได้ค่าตัวตอบแทน แต่ในทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้นั้นฝ่ายบริหารกลับปล่อยให้นักเตะหลายคนเหลือสัญญาในฤดูกาลนี้เป็นปีสุดท้ายแล้ว โดยก่อนหน้านี้พวกเขาพึ่งทำการต่อสัญญากับลุค ชอว์ แบ็คซ้ายของทีมออกไปได้เพียงรายเดียวเท่านั้น แต่ทว่ายังมีนักเตะอีกหลายคนที่กำลังจะหมดสัญญาในช่วงกลางปีหน้า ทั้งอันเดร์ เอร์เรร่า ฆวน มาต้า 2 กองกลางชาวสเปน รวมถึงดาบิด เด เกอา นายประตูคนสำคัญของทีมด้วย รวมถึงดาวรุ่งที่กำลังฟอร์มดีอย่างอ็องโตนี่ มาร์กซิยัล ปีกชาวฝรั่งเศสอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นนักเตะสำคัญของทีมทั้งนั้น แต่ด้วยสถานการณ์ของทีมในตอนนี้นั้น ถึงแม้ว่าสโมสรจะยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้นักเตะไปแล้วก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เหล่านักเตะต้องคิดหนักมากทีเดียว กับอนาคตของเขากับทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดต่อจากนี้ เพราะดูเหมือนฤดูกาลนี้จะไม่มีอนาคตที่สดใสเอาเสียเลย ซึ่งเหล่านักเตะคงต้องชั่งใจแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร ว่าจะเลือกตัดใจ หรือว่าจะไปต่อกับทีมในฤดูกาลต่อจากนี้

บทบาทของเฟร็ด

     การย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดของเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ด้วยค่าตัวสูงถึง 50 ล้านปอนด์นั้น แน่นอนว่าทางโชเซ่ มูรินโญ่ จะต้องให้เขาลงสนามเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน แต่คำถามก่อนเริ่มฤดูกาลที่ผ่านมาก็คือว่ากุนซือชาวโปรตุกีสจะให้กองกลางทีมชาติบราซิลชุดลุยฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเล่นในบทบาทไหน หรือว่าให้ลงแทนใคร ซึ่งจากช่วงของการอุ่นเครื่องที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นแน่ชัดนัก เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้เล่นในรูปทรงเกมที่พวกเขาจะใช้ในฤดูกาลนี้เลย แต่ว่าเป็นการเล่นแบบรถบัสในหลายๆ นัดที่ทำการอุ่นเครื่อง โดยเฉพาะนัดที่พบกับบาเยิร์น มิวนิคที่เป็นนัดสุดท้ายของการพรีซีซั่น ที่พวกเขาไม่ได้ทำการบุกใส่คู่แข่งเลยตลอด 90 นาที ทำให้ไม่ได้เห็นวิธีการเล่นของเฟร็ดอย่างชัดเจนมากนัก

แต่พอมาในนัดเปิดฤดูกาลที่โชเซ่ มูรินโญ่วางหมากมาในระบบ 4-3-3 ที่มีกองกลาง 3 คนประกอบไปด้วยปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก อันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนที่ถูกดัดแปลงมาจากการเล่นกองกลางตัวรุกมาก่อน และเฟร็ดซึ่งทำหน้าที่คอยวิ่งไล่ตัดเกมคู่แข่ง และเป็นคนวิ่งเข้าหาบอลเป็นคนแรกตลอดในแดนกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยมีปอล ป็อกบาคอยสอดประสาน และให้อันเดรส เปไรร่าเป็นคนคอยตัดดักบอลก่อนหลุดไปถึงเขตโทษ ซึ่งก็คือรับหน้าที่เหมือนเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางของเชลซีในยามที่เล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสนั่นเอง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กับปอล ป็อกบา กองกลางคนสำคัญของทีมมากที่สุด เพื่อที่จะให้ป็อกบาผ่อนแรงในเกมรับลง และเอาแรงไปให้ในการปั้นเกมรุกมากขึ้น ส่วนเฟร็ดเวลาได้บอลก็จะรีบออกบอลเร็วทันที หากมีเพื่อนร่วมทีมอยู่ใกล้ๆ หรืออาจจะมีวางบอลยาวบ้าง หากว่ากองหน้าของทีมอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ หรือว่าประกบกันแบบ 1-1

จากนัดอย่างเป็นทางการที่ผ่านมาถือว่ากองกลางวัย 25 ปีทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายบอลพลาดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และมันก็ไม่ได้เสียหายจนถึงเสียประตูแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวเข้ากับระบบการเล่น และกับเพื่อนร่วมทีมอีกซักระยะ รวมถึงจังหวะบอลที่เร็วขึ้นของศึกพรีเมียร์ลีกด้วย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สอบผ่านทีเดียวสำหรับเขา แต่นัดต่อๆ ไปเราอาจจะได้เห็นมิติของกองกลางรายนี้มากกว่านี้ก็ได้

 

เหมือนได้นักเตะใหม่

    หลังจากที่มีการเข้าแคมป์เก็บตัวในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมีชื่อของนักเตะอย่างอันเดรส เปไรร่า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนอยู่ในทีมด้วย ซึ่งตอนแรกแฟนบอลทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีความเชื่อว่ากองกลางดาวรุ่งรายนี้ไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมของโชเซ่ มูรินโญ่แต่อย่างใด และอาจจะถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปอีก 1 ฤดูกาลด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ากุนซือชาวโปรตุกีสผ่าตัดแปลงโฉมอันเดรส เปไรร่าเสียใหม่หมด จากนักเตะเกมรุกที่เล่นเป็นตัวริมเส้นเป็นหลักในช่วง 2 ปีหลัง กลับกลายมาเป็นมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลในแดนกลาง ประหนึ่งเป็นอันเดรีย ปิร์โล่ อดีตกอกลางทีมชาติอิตาลีประมาณนั้น ซึ่งผลงานที่ออกมาในช่วงของเกมอุ่นเครื่องก็ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสเล่นให้กับทีมมากน้อยแค่ไหนในฤดูกาลนี้

แต่ในนัดแรกของฤดูกาลที่สถานการณ์ค่อนข้างบังคับทีเดียว ทำให้อันเดรส เปไรร่า กองกลางวัย 22 ปีได้ลงสนามเป็นตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในนัดที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ทันที เนื่องจากนักเตะแดนกลางคนอื่นๆ นั้นยังไม่พร้อม ทั้งเนมานย่า มาติช กองกลางทีมชาติเซอร์เบียที่บาดเจ็บจนต้องผ่าตัด อันเดร์ เอร์เรร่าก็ได้รับบาดเจ็บพอดี รวมถึงมารูยาย เฟลไลนี่ก็พึ่งกลับมาซ้อมได้ไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ก็ยังไม่นิ่งพอในบทบาทนี้ ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เลือกใช้เปไรร่าลงเป็นตัวจริงทันที ซึ่งถือว่าสอบผ่าน และทำผลงานช่วยทีมได้ดีทีเดียว ซึ่งเขาได้ติวเตอร์ที่ดีอย่างไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ฤดูกาลนี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นสต๊าฟโค๊ชของโชเซ่ มูรินโญ่แทน และเป็นคนติวให้อันเดรส เปไรร่ากับบทบาทใหม่ในตำแหน่งนี้ด้วย ซึ่งในจังหวะที่เขาถูกเพรสซิ่งจากคู่แข่งถือว่าเขามีสัญชาติญานการเอาตัวรอดที่ดีทีเดียว เนื่องจากมีทักษะที่ดีและมีความเป็นนักเตะบราซิเลี่ยนอยู่ในตัวด้วย รวมถึงการวางบอลยาวที่ได้เสียค่อนข้างแม่นยำทีเดียว ทำให้ทีมได้ประโยชน์จากตรงนี้มากทีเดียว ซึ่งเหมือนเป็นการได้นักเตะใหม่มาสู่ทีมเลยก็ว่าได้ เนื่องจากหากเขายังเล่นตัวรุกแบบเดิม และไม่ยอมปรับมาเล่นในแบบที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปล่อยยืมตัว หรือการขายขาดก็ตาม เพราะเขาไม่ใช่ตัวรุกในแบบที่มูรินโญ่ต้องการ

ผู้อำนวยการฟุตบอลคนแรก

    หลังจากที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสื่อสำนักพิมพ์ต่างๆ เล่นงานอย่างหนักในเรื่องของการดำเนินการซื้อตัวที่ล่าช้า และประสบความล้มเหลวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา จนทำให้พวกเขาพลาดคว้าตัวนักเตะตามที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของทีมต้องการไปในที่สุด ซึ่งคงมีหลายปัจจัยที่ต้องอธิบาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงมาจากการตั้งค่าตัวที่สูงเว่อร์เสียจนทีม “ปีศาจแดง” ไม่กล้าเข้าไปเอี่ยวด้วย ทั้งโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังวัย 29 ปีที่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 60 ล้านปอนด์เป็นอย่างน้อย หรือทางแฮร์รี่ แม็คกวายที่พึ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานก็ถูกเลสเตอร์ ซิตี้โก่งไปถึง 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้มีตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรเหมือนอย่างทีมอื่นๆ ในยุคนี้ ทำให้ไม่ได้มีคนรับผิดชอบกับตำแหน่งหน้าที่ในการซื้อขายนักเตะอย่างจริงจัง จนทำให้เอ็ด วู๊ดเวิร์ด ที่เป็นประธานบริหารสโมสรเข้ามาดูแลในส่วนนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงเขาไม่ได้มีความถนัดและช่ำชองในเรื่องฟุตบอลซักเท่าไหร่ ซึ่งเขาเก่งในเรื่องของการหากำไรให้แก่สโมสรมากกว่า ทำให้พวกเขาเตรียมจะทำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลเป็นคนแรกของสโมสรเข้ามารับตำแหน่ง โดยหวังจะให้ทันในช่วงของซัมเมอร์นหน้า

การจะทำการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลเข้ามาไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งขึ้นมาได้เลย คือต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกันใหม่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีแผนการจะแต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬาขึ้นมาก่อน ในยุคการคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือของสโมสร แต่ตอนนั้นกุนซือผู้พาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมายไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะเป้นการทารอำนาจของเขา และอาจจะทำให้เขาไม่สามารถเลือกซื้อนักเตะได้ตามที่ต้องการ แต่ในฟุตบอลสมัยใหม่นั้นหลายสโมสรได้มีการแต่งตั้งกันไปแล้วหลายทีม รวมทั้งทีมจากในอังกฤษก็เริ่มมีกันไปแล้วด้วย อย่างทางอาร์เซน่อล เชลซี หรือลิเวอร์พูลก็ตาม ที่ได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการฟุตบอลกันไปก่อนแล้ว แต่ทีมจากลีกอื่นๆ เขามีกันมานานแล้วด้วยซ้ำกับตำแหน่งนี้ ซึ่งบางทีมจะถูกเรียกว่าผู้อำนวยการกีฬา เพราะบางสโมสรไม่ได้มีแค่ทีมฟุตบอลอย่างเดียว แต่จะมีทีมบาสเก็ตบอลด้วย อย่างเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า รวมถึงบาเยิร์น มิวนิคด้วย โดยตอนนี้ทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เล็งทางมอนชี่ ยอดผู้อำนวยการชื่อดังของทางโรม่า และฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการสโมสรยูเวนตุส ที่เป็นตัวเต็งที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนแรกนี้ในปีหน้า

ตกยุคแล้ว

    หลังจากที่พาทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาล 2014-2015 หลังจากนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนว่าโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสก็เริ่มที่จะมีผลงานที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และยังไม่สามารถพาทีมที่คุมกลับไปค้าแชมป์ลีกได้อีกเลย โดยเขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ในช่วงกลางฤดูกาลต่อมาทันที เมื่อพาทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ ตกไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางการแข่งขัน และถูกโรมัน อบราโมวิชไล่ออกในช่วงเดือนธันวาคม 2015 หลังจากนั้นมาเขาก็ว่างงานอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะจับเซ็นต์สัญญาไปคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยสัญญา 3 ปีแถมออปชั่นในการต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีด้วย

ซึ่งฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าโล่ห์คอมมูนิตี้ ชิลด์มาครองได้สำเร็จ และถึงแม้ว่าจะพาทีมทำได้แค่จบอันดับที่ 6 ของตารางก็ตาม แต่ในฤดูกาลนั้นเขาพาทีม “ปีศาจแดง” ได้ทั้งแชมป์ลีก คัพ รวมถึงแชมป์ยูโรป้า ลีก ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสโมสรที่คว้าแชมป์นี้ได้ด้วย และที่สำคัญคือการพาทีมได้โควต้ากลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำผลงานในลีกได้ดีขึ้น เมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 2 ของตาราง โดยทำคะแนนได้ถึง 81 คะแนนเลยทีเดียว แต่ก็กลายเป็นทีมรองแชมป์ที่มีคะแนนห่างจากแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เมื่อตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว รวมถึงการวืดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อพ่ายให้กับเชลซีในนัดชิงชนะเลิศด้วย ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่เริ่มได้รับความกดดันอีกครั้ง

ในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ก็เริ่มถูกโจมตีหนักขึ้นจากฟอร์มการเล่นในช่วงที่อุ่นเครื่องที่ผ่านมา เนื่องจากรูปเกมของพวกเขานั้นไม่สามารถสู้ใครได้ซักทีมเลย โดยเฉพาะนัดล่าสุดกับบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาได้โอกาสครองบอลเพียง 23% เท่านั้น และสามารถหาโอกาสในการทำประตูได้เพียงแค่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก ว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่จะทำได้เพียงแค่นี้ และเล่นแบบไม่มีทรงการขึ้นบอลใดๆ เลยด้วย ทำให้แฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้เริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ยุคของโชเซ่ มูรินโญ่นั้นได้หมดลงแล้ว และสโมสรควรทำการเปลี่ยนแปลโดยเร็ว เพราะหากทีมเล่นได้แค่นี้ ฤดูกาลนี้คงเละไม่เป็นชิ้นดีแน่